ค่าใช้จ่ายในการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเท่าไหร่? วิธีคำนวณค่าชาร์จบ้านและสถานีสาธารณะ

/
/
ค่าใช้จ่ายในการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเท่าไหร่? วิธีคำนวณค่าชาร์จบ้านและสถานีสาธารณะ
ค่าใช้จ่ายในการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า รู้ก่อนใช้ ประหยัดกว่าเดิม (Web H)

รถยนต์ไฟฟ้าได้รับความสนใจจากผู้ใช้รถจำนวนมาก เพราะมอเตอร์ไฟฟ้าให้การตอบสนองที่รวดเร็ว ห้องโดยสารเงียบ และมีโอกาสลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเมื่อเทียบกับรถน้ำมัน โดยเฉพาะผู้ที่สามารถชาร์จรถที่บ้านเป็นประจำ

อย่างไรก็ตาม คำถามว่า ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าหนึ่งครั้งกี่บาท ไม่มีคำตอบเดียว เพราะค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ขนาดแบตเตอรี่ ปริมาณไฟที่เติม อัตราค่าไฟ ประสิทธิภาพของรถ การสูญเสียระหว่างชาร์จ และประเภทสถานีที่ใช้

รถที่มีแบตเตอรี่ 60 กิโลวัตต์-ชั่วโมงไม่ได้เสียค่าไฟเต็ม 60 หน่วยทุกครั้ง หากผู้ใช้เริ่มชาร์จจากแบตเตอรี่ 30% และหยุดที่ 80% รถจะเติมพลังงานเพียงประมาณครึ่งหนึ่งของความจุแบตเตอรี่ ก่อนรวมการสูญเสียในระบบ

บทความนี้จะอธิบายว่า ค่าใช้จ่ายในการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าคิดอย่างไร ชาร์จบ้านกับสถานีสาธารณะต่างกันเท่าไร และควรเตรียมค่าไฟต่อเดือนประมาณเท่าใด พร้อมตัวอย่างจากรถ BYD หลายขนาด

ข้อมูลอัปเดต ณ วันที่ 14 กรกฎาคม 2026: ค่า Ft สำหรับเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม 2569 อยู่ที่ 0.1623 บาทต่อหน่วย ส่วนอัตราค่าไฟบ้านและสถานีชาร์จสาธารณะอาจแตกต่างตามประเภทมิเตอร์ ผู้ให้บริการ สถานที่ กำลังเครื่องชาร์จ และช่วงเวลา ควรตรวจสอบในแอปของสถานีก่อนเริ่มชาร์จทุกครั้ง

หัวข้อ

สรุปค่าใช้จ่ายในการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า

หากรถใช้พลังงานจริงประมาณ 16 กิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อ 100 กิโลเมตร ค่าใช้จ่ายโดยประมาณจะเป็นดังนี้

รูปแบบการชาร์จตัวอย่างราคาไฟค่าไฟต่อ 100 กม.ค่าไฟต่อ 1 กม.
ชาร์จบ้านราคาประมาณ 4.50 บาท/หน่วย4.50 บาท/kWh72 บาท0.72 บาท
ชาร์จบ้านราคาประมาณ 5.00 บาท/หน่วย5.00 บาท/kWh80 บาท0.80 บาท
สถานีสาธารณะ 6.50 บาท/หน่วย6.50 บาท/kWh104 บาท1.04 บาท
สถานีสาธารณะ 7.50 บาท/หน่วย7.50 บาท/kWh120 บาท1.20 บาท
สถานีสาธารณะ 8.50 บาท/หน่วย8.50 บาท/kWh136 บาท1.36 บาท

ตัวเลขในตารางยังไม่รวมการสูญเสียระหว่างชาร์จ หากเผื่อการสูญเสียประมาณ 10% ต้นทุนจริงจะเพิ่มขึ้นตามสัดส่วน

ตัวอย่างเช่น รถแสดงว่าใช้พลังงานขณะขับ 16 kWh/100 กม. แต่ไฟที่ดึงจากมิเตอร์อาจอยู่ประมาณ 17.6 kWh/100 กม. หากมีการสูญเสีย 10%

เมื่อชาร์จบ้านในราคา 5 บาทต่อหน่วย ต้นทุนจากมิเตอร์จะเป็นประมาณ

17.6 × 5 = 88 บาทต่อ 100 กิโลเมตร

หรือประมาณ 0.88 บาทต่อกิโลเมตร

หน่วยที่ใช้คิดค่าชาร์จรถไฟฟ้าคืออะไร

ผู้ให้บริการส่วนใหญ่นิยมคิดค่าบริการตามจำนวนพลังงานไฟฟ้าที่รถรับเข้า โดยใช้หน่วย กิโลวัตต์-ชั่วโมง หรือ kWh

ไฟฟ้า 1 kWh มักเรียกง่าย ๆ ว่า “ไฟ 1 หน่วย”

ตัวอย่างเช่น

  • รถรับไฟ 20 kWh
  • สถานีคิดราคา 7.50 บาทต่อ kWh
  • ค่าชาร์จเท่ากับ 20 × 7.50
  • ผู้ใช้จ่าย 150 บาท

ต้องแยกคำว่า kW และ kWh ออกจากกัน

หน่วยความหมาย
kWกำลังไฟหรือความเร็วในการจ่ายพลังงาน
kWhปริมาณพลังงานที่ใช้หรือเติมเข้าแบตเตอรี่

เครื่องชาร์จ 150 kW หมายถึงเครื่องมีความสามารถจ่ายกำลังในระดับสูงสุดตามเงื่อนไข ไม่ได้หมายความว่าการชาร์จหนึ่งครั้งจะใช้ไฟ 150 หน่วย

หากรถรับกำลังเฉลี่ย 75 kW เป็นเวลา 30 นาที พลังงานที่ได้รับในทางทฤษฎีจะอยู่ประมาณ

75 kW × 0.5 ชั่วโมง = 37.5 kWh

สูตรคำนวณค่าชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า

สูตรพื้นฐานคือ

ค่าชาร์จ = จำนวนไฟที่รับเข้า × ราคาค่าไฟต่อหน่วย

ตัวอย่าง รถรับไฟ 40 kWh และค่าไฟ 7.50 บาทต่อหน่วย

40 × 7.50 = 300 บาท

แต่หากต้องการคำนวณจากเปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่ ให้ใช้สูตรดังนี้

พลังงานที่ต้องเติม = ความจุแบตเตอรี่ × เปอร์เซ็นต์ที่เติม

ตัวอย่าง รถมีแบตเตอรี่ 60 kWh เริ่มชาร์จจาก 20% ถึง 80% เท่ากับเติม 60%

60 × 0.60 = 36 kWh

หากค่าไฟ 5 บาทต่อหน่วย

36 × 5 = 180 บาท

หากเผื่อการสูญเสียระหว่างชาร์จ 10%

36 × 1.10 = 39.6 kWh

ค่าไฟจากมิเตอร์จะเป็น

39.6 × 5 = 198 บาท

ดังนั้น การชาร์จจาก 20% ถึง 80% ในตัวอย่างนี้อาจมีค่าใช้จ่ายจริงประมาณ 198 บาท ไม่ใช่ 180 บาท

ทำไมค่าชาร์จจริงสูงกว่าพลังงานที่เข้าแบตเตอรี่

พลังงานจากระบบไฟฟ้าไม่ได้เข้าสู่เซลล์แบตเตอรี่ทั้งหมด มีการสูญเสียบางส่วนระหว่างกระบวนการ เช่น

  • การแปลงไฟ AC เป็น DC
  • ความร้อนจากสายไฟและอุปกรณ์
  • การทำงานของระบบควบคุมรถ
  • ระบบปรับอุณหภูมิแบตเตอรี่
  • ปั๊มน้ำหล่อเย็นและพัดลม
  • ระบบอิเล็กทรอนิกส์ภายในรถ
  • การรักษาอุณหภูมิห้องโดยสารระหว่างชาร์จ

อัตราการสูญเสียไม่มีตัวเลขเดียวสำหรับรถทุกคัน โดยอาจแตกต่างตาม

  • ประเภทการชาร์จ
  • กำลังไฟ
  • อุณหภูมิ
  • ระดับแบตเตอรี่
  • ประสิทธิภาพของ On-board Charger
  • ความยาวและขนาดสายไฟ
  • การเปิดเครื่องปรับอากาศ
  • การชาร์จด้วยกำลังต่ำมาก

สำหรับการประมาณค่าใช้จ่ายเบื้องต้น สามารถเผื่อการสูญเสียประมาณ 8–15% แต่ควรใช้ข้อมูลจากมิเตอร์หรือแอปของเครื่องชาร์จเพื่อดูต้นทุนจริงของบ้านแต่ละหลัง

ค่าใช้จ่ายในการชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน

การชาร์จบ้านมักมีต้นทุนต่ำกว่าสถานีสาธารณะ เพราะผู้ใช้จ่ายตามอัตราค่าไฟของที่พัก โดยไม่มีต้นทุนสถานี พื้นที่ ระบบชำระเงิน และการบริการในระดับเดียวกับสถานีเชิงพาณิชย์

อย่างไรก็ตาม ค่าไฟบ้านไม่ได้มีราคาเดียวสำหรับทุกหน่วย โดยอาจประกอบด้วย

  • ค่าไฟฟ้าฐาน
  • อัตราแบบขั้นบันไดหรือ TOU
  • ค่า Ft
  • ค่าบริการรายเดือน
  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม
  • การใช้ไฟจากเครื่องใช้ชนิดอื่นในบ้าน

อัตราบ้านอยู่อาศัยแบบปกติมีการคิดตามช่วงปริมาณการใช้ เช่น หน่วยที่ 151–400 มีอัตราพลังงานแตกต่างจากหน่วยในช่วงก่อนหน้า และปริมาณที่เกิน 400 หน่วยจะมีอัตราอีกระดับหนึ่ง

ด้วยเหตุนี้ การนำค่าไฟทั้งบิลมาหารจำนวนหน่วยทั้งหมดอาจได้ “ค่าเฉลี่ย” แต่หน่วยไฟเพิ่มเติมจากการชาร์จรถอาจอยู่ในขั้นราคาสูงกว่าเดิม

วิธีหาต้นทุนไฟบ้านที่แม่นยำขึ้น

วิธีง่ายคือเปรียบเทียบบิลก่อนและหลังเริ่มชาร์จรถ โดยบันทึก

  1. จำนวนหน่วยไฟทั้งเดือน
  2. ระยะทางที่รถวิ่ง
  3. จำนวนพลังงานจาก Wallbox หรือแอป
  4. ค่าไฟรวมที่เพิ่มขึ้น
  5. จำนวนครั้งที่ชาร์จสถานีสาธารณะ

อีกวิธีคือใช้เครื่องชาร์จที่มีระบบวัดพลังงานแยก แล้วนำจำนวน kWh คูณกับอัตราค่าไฟส่วนเพิ่มของบ้าน

เว็บไซต์ PEA และ MEA มีเครื่องมือประมาณการค่าไฟสำหรับผู้ใช้ไฟแต่ละประเภท แต่ยอดจริงยังขึ้นอยู่กับรอบบิลและองค์ประกอบค่าไฟในช่วงนั้น

ตัวอย่างชาร์จรถ EV ที่บ้านเต็มแบตเตอรี่

ตารางนี้สมมติค่าไฟจากมิเตอร์ 5 บาทต่อหน่วย และเผื่อการสูญเสียระหว่างชาร์จ 10%

ขนาดแบตเตอรี่ไฟจากมิเตอร์โดยประมาณค่าไฟ 0–100%
40 kWh44 kWh220 บาท
50 kWh55 kWh275 บาท
60 kWh66 kWh330 บาท
70 kWh77 kWh385 บาท
80 kWh88 kWh440 บาท
100 kWh110 kWh550 บาท

ในการใช้งานจริง ผู้ขับแทบไม่จำเป็นต้องชาร์จจาก 0% ถึง 100% ทุกครั้ง จึงไม่ควรนำตัวเลข “เต็มแบตเตอรี่” ไปคิดเป็นค่าใช้จ่ายประจำวันโดยตรง

หากรถแบตเตอรี่ 60 kWh ชาร์จจาก 40% ถึง 80% จะเติมเพียง 40% ของความจุ

60 × 0.40 = 24 kWh

เผื่อสูญเสีย 10% เท่ากับ 26.4 kWh

ที่ค่าไฟ 5 บาทต่อหน่วย จะเสียประมาณ

26.4 × 5 = 132 บาท

มิเตอร์ TOU ช่วยลดค่าชาร์จได้หรือไม่

มิเตอร์ TOU หรือ Time of Use คิดค่าไฟแตกต่างตามช่วงเวลา โดยช่วง Off-Peak มักมีอัตราพลังงานต่ำกว่าช่วง Peak

เหมาะกับบ้านที่สามารถตั้งเวลาชาร์จรถในช่วงกลางคืน วันหยุด หรือช่วงที่การไฟฟ้ากำหนดเป็น Off-Peak

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนเป็น TOU ไม่ได้ทำให้ค่าไฟถูกลงทุกบ้าน เพราะต้องพิจารณาการใช้ไฟของทั้งครัวเรือน หากบ้านใช้เครื่องปรับอากาศ เครื่องทำน้ำอุ่น หรืออุปกรณ์กำลังสูงในช่วง Peak มาก ค่าใช้จ่ายช่วงแพงอาจหักล้างประโยชน์จากการชาร์จรถกลางคืนได้

ก่อนเปลี่ยนมิเตอร์ควรคำนวณ

  • ไฟที่รถใช้ต่อเดือน
  • เวลาที่ชาร์จเป็นประจำ
  • ไฟบ้านในช่วง Peak
  • ไฟบ้านในช่วง Off-Peak
  • ค่าบริการและค่าติดตั้ง
  • ความสามารถของระบบไฟฟ้า

MEA และ PEA มีทั้งประเภทบ้านอยู่อาศัยอัตราปกติและอัตรา TOU สำหรับผู้ใช้ที่เข้าเงื่อนไข

ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งเครื่องชาร์จที่บ้าน

ค่าใช้จ่ายในการใช้รถ EV ไม่ได้มีเพียงค่าไฟ ผู้ซื้ออาจต้องเตรียมงบสำหรับระบบชาร์จที่บ้านด้วย

รายการที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่

  • เครื่อง Wallbox
  • ค่าติดตั้ง
  • สายไฟ
  • ท่อร้อยสาย
  • ตู้ควบคุม
  • เบรกเกอร์
  • อุปกรณ์ป้องกันไฟรั่ว
  • ระบบสายดิน
  • อุปกรณ์ป้องกันไฟกระชาก
  • การเพิ่มขนาดมิเตอร์
  • การปรับปรุงตู้ไฟหลัก
  • งานเจาะผนังหรือเดินสายใต้ดิน
  • ระบบจัดการโหลดไฟฟ้า
  • หลังคาหรือกล่องป้องกันเครื่องชาร์จ

โปรโมชั่นรถบางช่วงอาจให้ Wallbox และการติดตั้งมาตรฐาน แต่คำว่า “ติดตั้งฟรี” มักมีขอบเขต เช่น ความยาวสาย ตำแหน่งตู้ไฟ ประเภทผนัง และจำนวนอุปกรณ์ที่รวมไว้

ผู้ซื้อควรขอใบสำรวจหน้างานและใบเสนอราคาแยกก่อนติดตั้ง ไม่ควรเพิ่มขนาดเบรกเกอร์หรือเดินสายด้วยตนเองโดยไม่มีช่างไฟที่มีความรู้

ค่าใช้จ่ายในการชาร์จสถานีสาธารณะ

สถานีสาธารณะมักคิดราคาสูงกว่าค่าไฟบ้าน เนื่องจากผู้ให้บริการมีต้นทุนด้าน

  • เครื่องชาร์จ
  • หม้อแปลงและระบบไฟ
  • ค่าเช่าพื้นที่
  • ระบบแอปและการชำระเงิน
  • การบำรุงรักษา
  • ศูนย์บริการลูกค้า
  • การลงทุนโครงข่าย
  • ค่าความต้องการพลังไฟฟ้า
  • ระบบบริหารสถานี
  • ภาษีและค่าดำเนินงาน

อัตราอาจแตกต่างกันตาม AC/DC กำลังเครื่อง สถานที่ และเวลา

ตัวอย่างอัตราที่ประกาศโดยผู้ให้บริการบางราย ได้แก่

ผู้ให้บริการอัตราที่เผยแพร่
EleX by EGAT ในพื้นที่ EGATAC 5.50 บาท/หน่วย และ DC 6.50 บาท/หน่วย
EleX by EGAT ในพื้นที่สถานี PTAC/DC 7.50 บาท/หน่วย
MEA EV7.50 บาท/หน่วย
EV Station PluZ สาขาทั่วไปOn-Peak 7.90 บาท/หน่วย และ Off-Peak 6.60 บาท/หน่วย
EV Station PluZ EV HUBOn-Peak 8.40 บาท/หน่วย และ Off-Peak 7.10 บาท/หน่วย

EleX by EGAT แสดงอัตรา 5.50–7.50 บาทต่อหน่วยตามประเภทและสถานที่ ส่วน MEA EV ระบุอัตรา 7.50 บาทต่อหน่วยในข้อมูลสถานีเดือนมีนาคม 2569

EV Station PluZ ประกาศโครงสร้างราคาตามช่วงเวลา โดยสถานีทั่วไปอยู่ที่ 7.90 บาทในช่วง On-Peak และ 6.60 บาทในช่วง Off-Peak ส่วน EV HUB มีราคาสูงขึ้นตามที่กำหนด

ราคาในตารางเป็นตัวอย่างจากข้อมูลที่เผยแพร่ ไม่ใช่การรับรองว่าทุกหัวชาร์จในเครือข่ายจะคิดราคาเท่ากัน ผู้ใช้ต้องตรวจสอบราคาในแอปก่อนกดยืนยันเริ่มชาร์จ

อัตรา PEA VOLTA

PEA VOLTA มีการคิดราคาตามขนาดเครื่องและช่วงเวลา โดยปรับโครงสร้างราคาใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569

ข้อมูลที่เผยแพร่แสดงราคาแตกต่างตามกำลังเครื่อง เช่น

  • เครื่อง 25 kW: Off-Peak ประมาณ 4.90 บาท และ Peak ประมาณ 5.90 บาทต่อหน่วย
  • เครื่อง 50 kW: Off-Peakประมาณ 5.90 บาท และ Peakประมาณ 6.90 บาทต่อหน่วย
  • เครื่อง 120–180 kW: Off-Peakประมาณ 5.90 บาท และ Peakประมาณ 6.90 บาทต่อหน่วย
  • เครื่อง 300–360 kW: Off-Peakประมาณ 6.90 บาท และ Peakประมาณ 7.90 บาทต่อหน่วย

อัตราจริงของแต่ละสถานีควรตรวจสอบในแอป PEA VOLTA เนื่องจากกำลังเครื่องและเงื่อนไขสถานีอาจแตกต่างกัน

ชาร์จ AC กับ DC แบบไหนถูกกว่า

โดยทั่วไป การชาร์จ AC ที่บ้านมีต้นทุนต่อหน่วยต่ำที่สุด ส่วนสถานี DC มักมีราคาสูงกว่าเพราะให้กำลังสูงและใช้โครงสร้างพื้นฐานราคาแพง

หัวข้อAC ที่บ้านAC สาธารณะDC สาธารณะ
ต้นทุนต่อหน่วยมักต่ำที่สุดปานกลางมักสูงกว่า
ความเร็วช้าถึงปานกลางช้าถึงปานกลางเร็ว
เวลาที่เหมาะกลางคืนจอดนานเดินทางไกล
ผลต่อความสะดวกชาร์จขณะพักต้องมีเวลาจอดเติมพลังงานได้เร็ว
ค่าอุปกรณ์เจ้าของติดตั้งผู้ให้บริการลงทุนผู้ให้บริการลงทุนสูง

การชาร์จ DC ไม่ได้ “เปลืองไฟ” กว่า AC ในทุกกรณี แต่ราคาค่าบริการมักสูงกว่า และรถอาจใช้พลังงานในการควบคุมอุณหภูมิแบตเตอรี่มากขึ้นระหว่างชาร์จเร็ว

ตัวอย่างค่าชาร์จสถานีสาธารณะ

สมมติรถต้องการเติมไฟ 40 kWh

ราคาสถานีค่าชาร์จ
5.50 บาท/kWh220 บาท
6.50 บาท/kWh260 บาท
6.60 บาท/kWh264 บาท
7.50 บาท/kWh300 บาท
7.90 บาท/kWh316 บาท
8.40 บาท/kWh336 บาท

สถานีอาจแสดงจำนวนไฟที่จ่ายจากตู้ ซึ่งรวมการทำงานและการวัดตามระบบของผู้ให้บริการแล้ว วิธีคิดอาจแตกต่างจากการคำนวณการสูญเสียของการชาร์จบ้าน

ค่าชาร์จต่อกิโลเมตรคิดอย่างไร

สูตรคือ

ค่าไฟต่อกิโลเมตร = อัตราการใช้พลังงานต่อกิโลเมตร × ราคาค่าไฟ

หากรถใช้ไฟ 16 kWh ต่อ 100 กิโลเมตร

อัตราต่อ 1 กิโลเมตรคือ

16 ÷ 100 = 0.16 kWh/กม.

หากค่าไฟ 5 บาทต่อหน่วย

0.16 × 5 = 0.80 บาท/กม.

หากชาร์จสถานีราคา 7.50 บาทต่อหน่วย

0.16 × 7.50 = 1.20 บาท/กม.

เมื่อเผื่อการสูญเสีย 10% ต้นทุนชาร์จบ้านจะเป็นประมาณ 0.88 บาทต่อกิโลเมตร

ตารางค่าใช้จ่ายตามอัตราการใช้พลังงาน

ตารางนี้ยังไม่รวมการสูญเสียระหว่างชาร์จ

การใช้พลังงานไฟบ้าน 5 บาท/หน่วยสถานี 6.50 บาท/หน่วยสถานี 7.50 บาท/หน่วยสถานี 8.50 บาท/หน่วย
12 kWh/100 กม.60 บาท78 บาท90 บาท102 บาท
14 kWh/100 กม.70 บาท91 บาท105 บาท119 บาท
16 kWh/100 กม.80 บาท104 บาท120 บาท136 บาท
18 kWh/100 กม.90 บาท117 บาท135 บาท153 บาท
20 kWh/100 กม.100 บาท130 บาท150 บาท170 บาท
24 kWh/100 กม.120 บาท156 บาท180 บาท204 บาท

รถขนาดเล็กที่ใช้ความเร็วไม่สูงอาจมีอัตราใช้ไฟต่ำกว่า SUV ขนาดใหญ่ ขณะที่การขับทางด่วนด้วยความเร็วสูงสามารถเพิ่มการใช้พลังงานอย่างชัดเจน

ค่าไฟรถยนต์ไฟฟ้าต่อเดือน

สมมติรถใช้ไฟจริงจากแบตเตอรี่ 16 kWh/100 กม. และเผื่อการสูญเสีย 10% เท่ากับดึงไฟจากแหล่งชาร์จประมาณ 17.6 kWh/100 กม.

ชาร์จบ้านราคา 5 บาทต่อหน่วย

ระยะทางต่อเดือนพลังงานจากมิเตอร์ค่าไฟต่อเดือน
500 กม.88 kWh440 บาท
1,000 กม.176 kWh880 บาท
1,500 กม.264 kWh1,320 บาท
2,000 กม.352 kWh1,760 บาท
3,000 กม.528 kWh2,640 บาท

ชาร์จสถานีราคา 7.50 บาทต่อหน่วย

ระยะทางต่อเดือนพลังงานที่คิดค่าใช้จ่ายค่าชาร์จต่อเดือน
500 กม.88 kWh660 บาท
1,000 กม.176 kWh1,320 บาท
1,500 กม.264 kWh1,980 บาท
2,000 กม.352 kWh2,640 บาท
3,000 กม.528 kWh3,960 บาท

ตัวเลขนี้เป็นตัวอย่าง รถที่ใช้ไฟ 22 kWh/100 กม. จะมีต้นทุนสูงกว่าอย่างชัดเจน ขณะที่รถขนาดเล็กอาจต่ำกว่า

ตัวอย่างค่าใช้จ่าย BYD ATTO 3 Extended

BYD ATTO 3 Extended ใช้แบตเตอรี่ขนาด 60.48 kWh และระบุระยะทางสูงสุด 480 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC พร้อมรองรับ AC 7 kW และ DC 88 kW

หากคำนวณอย่างง่ายจากแบตเตอรี่หารด้วยระยะทางทดสอบ

60.48 ÷ 480 × 100 = 12.6 kWh/100 กม.

แต่ตัวเลขนี้เป็นค่าจากการหารข้อมูลมาตรฐาน ไม่ใช่อัตราใช้ไฟจริงจากมิเตอร์ และยังไม่รวมพลังงานสำรองหรือการสูญเสีย ผู้ใช้จริงอาจพบอัตราสูงกว่านี้ตามความเร็วและสภาพแวดล้อม

เพื่อไม่ให้ประเมินต่ำเกินไป สมมติใช้งานจริง 16 kWh/100 กม.

ชาร์จบ้าน 5 บาทต่อหน่วย

ต้นทุนขณะขับ:

16 × 5 = 80 บาท/100 กม.

เผื่อการสูญเสีย 10%:

ประมาณ 88 บาท/100 กม.

หรือประมาณ 0.88 บาทต่อกิโลเมตร

ชาร์จสถานี 7.50 บาทต่อหน่วย

16 × 1.10 × 7.50 = 132 บาท/100 กม.

หรือประมาณ 1.32 บาทต่อกิโลเมตร

ชาร์จจาก 20% ถึง 80%

เติม 60% ของแบตเตอรี่:

60.48 × 0.60 = 36.29 kWh

ชาร์จบ้านและเผื่อการสูญเสีย 10%:

36.29 × 1.10 × 5 = ประมาณ 200 บาท

ชาร์จสถานีราคา 7.50 บาทต่อหน่วย:

36.29 × 7.50 = ประมาณ 272 บาท

วิธีคิดของสถานีอาจแสดงพลังงานจากตู้โดยตรง จึงไม่จำเป็นต้องบวกการสูญเสียซ้ำหากใช้ยอด kWh จากใบเสร็จ

ตัวอย่างค่าใช้จ่าย BYD M6 Extended

BYD M6 Extended ระบุระยะทางสูงสุด 530 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC รองรับ AC 7 kW และ DC สูงสุด 115 kW ส่วนรุ่น Dynamic มีระยะทางและกำลังชาร์จ DC แตกต่างกัน

รถ MPV มีขนาดและน้ำหนักมากกว่ารถขนาดเล็ก จึงอาจใช้พลังงานจริงสูงกว่า โดยสมมติใช้งานเฉลี่ย 19 kWh/100 กม.

ชาร์จบ้าน 5 บาทต่อหน่วย

เผื่อการสูญเสีย 10%:

19 × 1.10 × 5 = 104.50 บาท/100 กม.

หรือประมาณ 1.05 บาทต่อกิโลเมตร

ชาร์จสถานี 7.50 บาทต่อหน่วย

19 × 1.10 × 7.50 = 156.75 บาท/100 กม.

หรือประมาณ 1.57 บาทต่อกิโลเมตร

หากวิ่ง 1,500 กิโลเมตรต่อเดือน

  • ชาร์จบ้านประมาณ 1,568 บาท
  • ชาร์จสถานีราคา 7.50 บาทประมาณ 2,351 บาท

ตัวเลขจริงขึ้นอยู่กับจำนวนผู้โดยสาร ความเร็ว เส้นทาง และการเปิดเครื่องปรับอากาศหลายโซน

ตัวอย่างค่าใช้จ่าย BYD SEALION 7

BYD SEALION 7 ใช้แบตเตอรี่ 82.5 kWh และรองรับ AC สูงสุด 11 kW กับ DC สูงสุด 150 kW ตามข้อมูลของรุ่น AWD Performance

สมมติอัตราใช้พลังงานจริง 21 kWh/100 กม.

ชาร์จบ้าน 5 บาทต่อหน่วย

21 × 1.10 × 5 = 115.50 บาท/100 กม.

หรือประมาณ 1.16 บาทต่อกิโลเมตร

ชาร์จสถานี 7.50 บาทต่อหน่วย

21 × 1.10 × 7.50 = 173.25 บาท/100 กม.

หรือประมาณ 1.73 บาทต่อกิโลเมตร

ชาร์จจาก 10% ถึง 80%

เติม 70% ของแบตเตอรี่:

82.5 × 0.70 = 57.75 kWh

ชาร์จบ้าน 5 บาทและเผื่อสูญเสีย 10%:

57.75 × 1.10 × 5 = ประมาณ 318 บาท

ชาร์จสถานีราคา 7.50 บาทต่อหน่วย:

57.75 × 7.50 = ประมาณ 433 บาท

ชาร์จถึง 100% แพงกว่าช่วงอื่นหรือไม่

หากสถานีคิดตาม kWh ราคาต่อหน่วยไม่ได้แพงขึ้นเพียงเพราะแบตเตอรี่เกิน 80% แต่รถมักลดกำลังชาร์จเมื่อแบตเตอรี่ใกล้เต็มเพื่อควบคุมอุณหภูมิและรักษาแบตเตอรี่

ผลคือผู้ใช้อาจใช้เวลานานขึ้นมากเพื่อเติมจาก 80% ถึง 100%

สถานีบางแห่งอาจมี

  • ค่าจอด
  • ค่าครองหัวชาร์จหลังชาร์จเสร็จ
  • ค่าปรับเมื่อไม่ย้ายรถ
  • ค่าใช้พื้นที่
  • ค่าบริการตามเวลาในบางเงื่อนไข

แม้ค่าไฟต่อหน่วยไม่เปลี่ยน การรอช่วงท้ายจึงอาจไม่คุ้มเวลาและอาจมีค่าใช้จ่ายอื่นเพิ่ม

สำหรับการเดินทางไกล หลายคนจึงเลือกชาร์จถึงประมาณ 70–80% แล้วเดินทางต่อ เว้นแต่ต้องการพลังงานเพิ่มเพื่อไปถึงสถานีถัดไป

ชาร์จเร็วทำให้ค่าไฟแพงขึ้นหรือไม่

กำลังเครื่องชาร์จสูงไม่ได้ทำให้รถใช้พลังงานต่อระยะทางเพิ่มขึ้นโดยตรง แต่สถานีกำลังสูงอาจตั้งค่าบริการสูงกว่าเครื่องกำลังต่ำ

ตัวอย่างเช่น PEA VOLTA แยกราคาตามขนาดเครื่อง โดยเครื่อง 300–360 kW มีราคาสูงกว่าเครื่อง 25 kW ในบางช่วงเวลา

รถจะรับกำลังได้สูงสุดเท่าที่ระบบของรถ แบตเตอรี่ และสถานีอนุญาต หากรถรับ DC สูงสุด 88 kW การเสียบกับตู้ 180 kW ไม่ได้ทำให้รถรับ 180 kW

ผู้ใช้ควรเปรียบเทียบ

  • ราคาต่อหน่วย
  • เวลาที่ต้องการ
  • กำลังสูงสุดของรถ
  • กำลังจริงขณะชาร์จ
  • ระดับแบตเตอรี่
  • ความจำเป็นในการเดินทางต่อ

ปัจจัยที่ทำให้รถ EV ใช้ไฟมากขึ้น

ความเร็วสูง

แรงต้านอากาศเพิ่มขึ้นมากตามความเร็ว รถจึงใช้พลังงานสูงขึ้นเมื่อขับบนทางด่วนต่อเนื่อง แม้ไม่มีการเร่งและเบรกบ่อย

เครื่องปรับอากาศ

ระบบปรับอากาศใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ โดยมีผลมากขึ้นเมื่อรถติด เดินทางระยะสั้น หรือมีห้องโดยสารขนาดใหญ่

น้ำหนักบรรทุก

ผู้โดยสารและสัมภาระเพิ่มน้ำหนักที่รถต้องเร่งและพาขึ้นทางลาด โดยเฉพาะรถ MPV ที่เดินทางพร้อมผู้โดยสารหลายคน

ทางขึ้นเขา

การขึ้นทางลาดใช้พลังงานมาก แม้รถจะกู้คืนพลังงานบางส่วนขณะลงเขา แต่ไม่สามารถนำกลับมาได้ทั้งหมด

ลมและฝน

ลมต้าน ฝน และพื้นเปียกเพิ่มแรงต้านการเคลื่อนที่ ทำให้ใช้ไฟมากขึ้น

แรงดันลมยาง

ลมยางต่ำเกินไปเพิ่มแรงต้านการหมุนและทำให้ยางร้อน ควรเติมตามค่าที่ผู้ผลิตกำหนด

ล้อและยาง

ล้อขนาดใหญ่ ยางหน้ากว้าง และยางสมรรถนะสูงอาจเพิ่มน้ำหนักและแรงต้านเมื่อเทียบกับล้อขนาดเล็ก

พฤติกรรมการขับ

การเร่งแรง เบรกหนัก และใช้ความเร็วสูงสลับกันทำให้ใช้พลังงานมาก แม้รถจะมีระบบ Regenerative Braking แต่ไม่สามารถกู้คืนพลังงานได้ทั้งหมด

อุณหภูมิแบตเตอรี่

แบตเตอรี่ที่ร้อนหรือเย็นเกินไปอาจต้องใช้พลังงานในการปรับอุณหภูมิ และอาจรับกำลังชาร์จได้ลดลง

ค่าใช้จ่ายแฝงในการชาร์จสถานีสาธารณะ

นอกจากค่าพลังงาน ผู้ใช้ควรตรวจสอบค่าใช้จ่ายอื่น เช่น

  • ค่าจอดรถ
  • ค่าผ่านทางเพื่อเข้าสถานี
  • ค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต
  • ค่าปรับจอดแช่
  • ค่าบริการหลังชาร์จเต็ม
  • ค่าสมาชิก
  • เงินขั้นต่ำในกระเป๋าแอป
  • เงินที่ถูกกันวงเงิน
  • ค่าเดินทางออกนอกเส้นทาง
  • ค่าอาหารหรือเครื่องดื่มระหว่างรอ

สถานีในศูนย์การค้าอาจคิดค่าจอดแยก แม้ราคาค่าไฟดูไม่สูง เมื่อรวมค่าจอดแล้วต้นทุนต่อหน่วยอาจเพิ่มขึ้นมาก

ชาร์จฟรีมีค่าใช้จ่ายจริงหรือไม่

สถานีบางแห่งอาจให้ชาร์จฟรีเพื่อส่งเสริมการขาย แต่ผู้ใช้ควรตรวจเงื่อนไข เช่น

  • จำกัดเวลา
  • จำกัดพลังงาน
  • ต้องซื้อสินค้า
  • ต้องจ่ายค่าจอด
  • ให้เฉพาะสมาชิก
  • ใช้ได้เฉพาะรถบางแบรนด์
  • เครื่องมีกำลังต่ำ
  • ต้องนำสายชาร์จมาเอง

การขับรถอ้อมหลายกิโลเมตรเพื่อใช้สถานีฟรีอาจไม่คุ้มทั้งเวลาและพลังงาน

รถ EV ประหยัดกว่ารถน้ำมันเท่าไร

การเปรียบเทียบควรใช้ค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตร

สมมติรถ EV ใช้ไฟจากมิเตอร์ 17.6 kWh/100 กม. และชาร์จบ้านราคา 5 บาทต่อหน่วย

ต้นทุนเท่ากับ

17.6 × 5 = 88 บาท/100 กม.

หรือ 0.88 บาท/กม.

สมมติรถน้ำมันวิ่งได้ 15 กม./ลิตร และน้ำมันราคา 35 บาท/ลิตร

ต้นทุนเท่ากับ

35 ÷ 15 = 2.33 บาท/กม.

ส่วนต่างคือ

2.33 – 0.88 = 1.45 บาท/กม.

หากวิ่ง 20,000 กิโลเมตรต่อปี อาจประหยัดค่าพลังงานประมาณ

1.45 × 20,000 = 29,000 บาทต่อปี

ตัวเลขนี้ยังไม่รวม

  • ราคาซื้อรถ
  • ดอกเบี้ย
  • ค่าเสื่อมราคา
  • ประกันภัย
  • ยาง
  • ค่า Wallbox
  • ค่าปรับปรุงระบบไฟ
  • ค่าบำรุงรักษา
  • ราคาน้ำมันและไฟที่เปลี่ยนแปลง

รถ EV จึงอาจประหยัดค่าพลังงาน แต่ไม่ได้หมายความว่าต้นทุนการเป็นเจ้าของทั้งหมดต่ำกว่ารถน้ำมันในทุกกรณี

วิธีลดค่าใช้จ่ายในการชาร์จรถไฟฟ้า

ชาร์จที่บ้านเป็นหลัก

ใช้สถานี DC เมื่อเดินทางไกลหรือจำเป็น ชาร์จบ้านสำหรับการใช้งานประจำวันเพื่อลดต้นทุนต่อหน่วย

ตั้งเวลาชาร์จ

หากใช้ TOU ควรตั้งรถหรือ Wallbox ให้เริ่มชาร์จในช่วง Off-Peak และหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องใช้กำลังสูงพร้อมกันเกินความสามารถของระบบไฟ

เปรียบเทียบราคาในแอป

สถานีในพื้นที่เดียวกันอาจมีราคาต่างกัน ควรดูทั้งค่าชาร์จ ค่าจอด และกำลังที่รถรับได้

ไม่ขับอ้อมไกลเพื่อหาค่าชาร์จถูก

คำนวณทั้งระยะทาง เวลา และพลังงานที่เสียไป การประหยัด 1 บาทต่อหน่วยอาจไม่คุ้มกับการขับอ้อม 20 กิโลเมตร

รักษาแรงดันลมยาง

เติมลมตามป้ายกำกับรถ และตรวจเมื่อยางเย็นเพื่อลดแรงต้านการหมุน

ใช้ความเร็วเหมาะสม

การลดความเร็วบนทางด่วนสามารถลดการใช้ไฟได้มากกว่าการปรับระดับ Regenerative Braking เพียงอย่างเดียว

วางแผนชาร์จช่วงที่มีประสิทธิภาพ

ในการเดินทางไกล การชาร์จหลายครั้งในช่วงที่รถรับกำลังได้ดีอาจใช้เวลาน้อยกว่าการรอถึง 100% ทุกครั้ง

ตรวจสอบการใช้พลังงานจริง

ดูค่า kWh/100 กม. จากรถและจำนวน kWh จาก Wallbox หรือสถานี เพื่อคำนวณต้นทุนจากพฤติกรรมของตนเอง ไม่ใช้ตัวเลขโฆษณาเพียงอย่างเดียว

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า

ชาร์จรถไฟฟ้าหนึ่งครั้งกี่บาท

ขึ้นอยู่กับขนาดแบตเตอรี่และปริมาณที่เติม รถแบตเตอรี่ 60 kWh ที่ชาร์จจาก 20% ถึง 80% ต้องเติมประมาณ 36 kWh

หากชาร์จบ้าน 5 บาทต่อหน่วยและเผื่อการสูญเสีย 10% จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 198 บาท

หากชาร์จสถานี 7.50 บาทต่อหน่วย จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 270 บาทตามพลังงานที่สถานีคิดจริง

ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้านเดือนละเท่าไร

หากรถดึงไฟจากมิเตอร์ประมาณ 17.6 kWh/100 กม. วิ่งเดือนละ 1,500 กิโลเมตร และค่าไฟ 5 บาทต่อหน่วย ค่าไฟจะอยู่ประมาณ 1,320 บาทต่อเดือน

รถ EV ใช้ไฟกี่หน่วยต่อ 100 กิโลเมตร

รถขนาดเล็กอาจใช้ประมาณ 12–16 kWh/100 กม. ส่วน SUV หรือ MPV อาจอยู่ประมาณ 17–24 kWh/100 กม. หรือมากกว่า ขึ้นอยู่กับความเร็ว น้ำหนัก และสภาพการขับ

ควรดูข้อมูลจริงจากรถของตนเองแทนการใช้ช่วงดังกล่าวเป็นค่ารับรอง

ชาร์จรถไฟฟ้าเต็มแบตเตอรี่ต้องใช้ไฟเท่าความจุแบตเตอรี่หรือไม่

ไฟจากแหล่งจ่ายมักสูงกว่าพลังงานที่เพิ่มในแบตเตอรี่ เนื่องจากมีการสูญเสียระหว่างชาร์จ จึงควรเผื่อประมาณ 8–15% สำหรับการประมาณเบื้องต้น

ชาร์จบ้านหน่วยละเท่าไร

ไม่มีราคาเดียว เพราะขึ้นอยู่กับประเภทมิเตอร์ ปริมาณใช้ไฟ ค่า Ft ค่าบริการ และ VAT ควรดูต้นทุนส่วนเพิ่มจากบิลไฟของบ้านตนเอง

สถานีชาร์จรถไฟฟ้าหน่วยละเท่าไร

ณ วันที่ตรวจสอบ ผู้ให้บริการตัวอย่างมีอัตราตั้งแต่ประมาณ 4.90 บาทไปจนถึงมากกว่า 8 บาทต่อหน่วยตามกำลังเครื่อง พื้นที่ และช่วงเวลา

ชาร์จ AC หรือ DC ประหยัดกว่า

ชาร์จ AC ที่บ้านมักมีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด ส่วน DC สาธารณะให้ความรวดเร็วแต่ราคาต่อหน่วยมักสูงกว่า

ใช้ตู้ชาร์จกำลังสูงเสียเงินมากกว่าหรือไม่

ขึ้นอยู่กับราคาของสถานี บางเครือข่ายคิดอัตราต่างกันตามกำลังเครื่อง ขณะที่บางเครือข่ายคิดราคาเดียว รถจะรับกำลังได้ไม่เกินข้อจำกัดของตัวรถและแบตเตอรี่

ชาร์จกลางคืนถูกกว่าหรือไม่

ถูกกว่าเมื่อใช้มิเตอร์หรือสถานีที่กำหนดราคา Off-Peak ต่ำกว่า แต่บ้านที่ใช้มิเตอร์อัตราปกติอาจไม่ได้มีราคาต่างตามช่วงเวลา

เปิดแอร์ระหว่างชาร์จเสียค่าไฟเพิ่มหรือไม่

เสียเพิ่ม เพราะระบบปรับอากาศใช้พลังงานจากเครื่องชาร์จหรือแบตเตอรี่ อาจทำให้พลังงานจากสถานีสูงขึ้นและชาร์จเสร็จช้าลงเล็กน้อย

ชาร์จถึง 100% ทุกวันดีหรือไม่

ควรปฏิบัติตามคู่มือของรถและคำแนะนำเกี่ยวกับชนิดแบตเตอรี่ รถบางรุ่นแนะนำให้ชาร์จเต็มเป็นระยะเพื่อปรับเทียบระบบ ขณะที่การจอดแบตเตอรี่เต็มเป็นเวลานานอาจไม่เหมาะกับแบตเตอรี่บางชนิด

ค่าไฟในหน้าจอรถแม่นยำหรือไม่

ค่าบนหน้าจอมักแสดงพลังงานที่รถใช้ขณะขับ แต่อาจไม่รวมการสูญเสียระหว่างชาร์จ หากต้องการต้นทุนที่แม่นยำควรใช้จำนวน kWh จากมิเตอร์ Wallbox หรือใบเสร็จสถานี

รถไฟฟ้าประหยัดกว่ารถน้ำมันเสมอหรือไม่

ไม่เสมอไปในแง่ต้นทุนรวม รถ EV มักมีต้นทุนพลังงานต่ำกว่าเมื่อชาร์จบ้าน แต่ต้องรวมราคาซื้อ ดอกเบี้ย ประกัน ยาง เครื่องชาร์จ ค่าเสื่อมราคา และมูลค่าขายต่อด้วย

เช็กลิสต์คำนวณค่าชาร์จก่อนซื้อรถ EV

ก่อนตัดสินใจซื้อ ควรตรวจสอบข้อมูลต่อไปนี้

  1. ระยะทางที่ขับต่อเดือน
  2. อัตราใช้พลังงานจริงของรุ่นที่สนใจ
  3. ขนาดแบตเตอรี่
  4. จุดชาร์จหลักอยู่ที่ใด
  5. ค่าไฟบ้านประเภทใด
  6. สามารถใช้ TOU ได้หรือไม่
  7. ค่า Wallbox และค่าติดตั้ง
  8. ต้องเพิ่มมิเตอร์หรือปรับระบบไฟหรือไม่
  9. ราคาสถานีในเส้นทางประจำ
  10. ค่าจอดของสถานี
  11. กำลัง AC ที่รถรองรับ
  12. กำลัง DC ที่รถรองรับ
  13. การสูญเสียระหว่างชาร์จ
  14. ค่าใช้จ่ายต่อ 100 กิโลเมตร
  15. ค่าไฟต่อเดือนตามระยะทางจริง

สูตรประมาณรายเดือนคือ

ค่าไฟต่อเดือน = ระยะทางต่อเดือน ÷ 100 × อัตราใช้ไฟต่อ 100 กม. × ค่าไฟต่อหน่วย × ตัวคูณการสูญเสีย

ตัวอย่าง

  • วิ่ง 1,500 กม./เดือน
  • ใช้ไฟ 17 kWh/100 กม.
  • ค่าไฟ 5 บาท/หน่วย
  • เผื่อสูญเสีย 10% หรือคูณ 1.10

คำนวณได้

1,500 ÷ 100 × 17 × 5 × 1.10 = 1,402.50 บาทต่อเดือน

สรุปค่าใช้จ่ายในการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า

ค่าใช้จ่ายในการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าขึ้นอยู่กับปริมาณพลังงานที่รถใช้ ราคาค่าไฟ จุดชาร์จ ประสิทธิภาพของรถ และการสูญเสียระหว่างชาร์จ

สูตรพื้นฐานคือ

จำนวน kWh × ราคาต่อ kWh = ค่าชาร์จ

รถที่ใช้ไฟ 16 kWh/100 กม. และชาร์จบ้านราคา 5 บาทต่อหน่วย จะมีต้นทุนประมาณ 80 บาทต่อ 100 กิโลเมตรก่อนการสูญเสีย หรือประมาณ 88 บาทเมื่อเผื่อการสูญเสีย 10%

หากใช้สถานีสาธารณะราคา 7.50 บาทต่อหน่วย ต้นทุนภายใต้สมมติฐานเดียวกันจะอยู่ประมาณ 120–132 บาทต่อ 100 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับวิธีวัดพลังงานและการสูญเสีย

การชาร์จบ้านจึงมักประหยัดที่สุดสำหรับการใช้งานประจำวัน ส่วน DC สาธารณะเหมาะกับการเดินทางไกลหรือสถานการณ์ที่ต้องการเติมพลังงานรวดเร็ว

ผู้ซื้อไม่ควรพิจารณาเพียงค่าใช้จ่ายในการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง แต่ควรคำนวณต้นทุนต่อกิโลเมตรจากรูปแบบการขับจริง รวมทั้งค่า Wallbox ค่าติดตั้ง ค่าจอดสถานี ค่าเบี้ยประกัน ยาง และค่าเสื่อมราคาของรถด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจรถยนต์ไฟฟ้า BYD สามารถติดต่อ BYD BD Auto Group เพื่อเปรียบเทียบขนาดแบตเตอรี่ ระยะทาง กำลังชาร์จ และประมาณค่าไฟตามระยะทางใช้งานของแต่ละคนก่อนตัดสินใจซื้อ

ติดต่อเรา | จองซื้อ & ทดลองขับ

อยากเป็นเจ้าของหรือสนใจทดลองขับรถยนต์ไฟฟ้า BYD ติดต่อ BYD BD Auto Group ได้ทุกสาขาพร้อมทีมงานให้คำปรึกษาแบบครบวงจร

ป้ายกำกับ

รางวัลใหญ่จากเวที BYD Asia Pacific 2025
BYD BD Auto Group

ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า BYD

หมวดหมู่

บทความที่เกี่ยวข้อง

<span class="jet-smart-filters-seo-rules-title"></span>
ส่วนประกอบและระบบสำคัญของรถยนต์ รู้จักระบบขับเคลื่...
รถยนต์หนึ่งคันไม่ได้ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนใดชิ้นส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่เกิดจากการทำ...
<span class="jet-smart-filters-seo-rules-title"></span>
ประเภทรถยนต์ไฟฟ้าและรถไฮบริด ต่างกันอย่างไร? รู้จั...
ปัจจุบันตลาดรถยนต์มีทางเลือกมากกว่ารถน้ำมันแบบเดิม เพราะนอกจากรถยนต์ไฟฟ้า 100% แ...
<span class="jet-smart-filters-seo-rules-title"></span>
แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าคืออะไร? รู้จักการทำงาน อายุกา...
แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าเป็นหัวใจสำคัญของรถ EV เพราะทำหน้าที่เก็บพลังงานไฟฟ้าและจ่าย...
<span class="jet-smart-filters-seo-rules-title"></span>
คู่มือยางรถยนต์และยางรถยนต์ไฟฟ้า วิธีดูแล เช็กลม ส...
ยางรถยนต์เป็นหนึ่งในชิ้นส่วนสำคัญที่สุดของรถ เพราะเป็นจุดเดียวที่สัมผัสกับพื้นถน...
<span class="jet-smart-filters-seo-rules-title"></span>
คู่มือการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า เข้าใจ AC, DC, หัวชาร์จ ...
รถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลั...
<span class="jet-smart-filters-seo-rules-title"></span>
ส่วนประกอบรถยนต์ทั่วไป เทียบกับรถยนต์ไฟฟ้า ต่างกัน...
รถยนต์ทั่วไปและรถยนต์ไฟฟ้ามีเป้าหมายเดียวกัน คือพาผู้ขับขี่และผู้โดยสารเดินทางจา...
<span class="jet-smart-filters-seo-rules-title"></span>
คู่มือดูแลยางรถยนต์ไฟฟ้า เช็กลมยาง สลับยาง หน้ายาง...
ยางรถยนต์เป็นหนึ่งในชิ้นส่วนสำคัญที่สุดของรถยนต์ไฟฟ้า เพราะเป็นจุดเดียวที่สัมผัส...
<span class="jet-smart-filters-seo-rules-title"></span>
ขับรถ EV หน้าฝนอย่างไรให้ปลอดภัย พร้อมวิธีดูแลรถแล...
ช่วงหน้าฝนเป็นช่วงที่ผู้ใช้รถควรให้ความสำคัญกับการขับขี่มากเป็นพิเศษ เพราะถนนลื่...