วิธีทำความสะอาดเบาะรถยนต์อย่างถูกวิธี ขจัดคราบ กลิ่นอับ และฝุ่นให้เบาะกลับมาสะอาด

เบาะรถยนต์เป็นบริเวณที่สัมผัสกับร่างกาย เสื้อผ้า เหงื่อ ฝุ่น และสิ่งสกปรกอยู่ทุกวัน หากไม่ได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอ อาจเกิดคราบฝังลึก กลิ่นอับ เชื้อรา หรือการเสื่อมสภาพของวัสดุหุ้มเบาะได้ โดยเฉพาะรถที่ใช้งานเป็นประจำ มีเด็กเล็ก สัตว์เลี้ยง หรือรับประทานอาหารภายในรถบ่อยครั้ง
วิธีทำความสะอาดเบาะรถยนต์ที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับประเภทของวัสดุ ไม่ว่าจะเป็นเบาะผ้า เบาะหนังแท้ เบาะหนังสังเคราะห์ เบาะกำมะหยี่ หรือวัสดุไมโครซูเอด การใช้ผลิตภัณฑ์หรือวิธีที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้เบาะสีซีด แข็ง แตก เป็นรอยด่าง หรือมีกลิ่นอับมากกว่าเดิม
บทความนี้รวบรวมวิธีทำความสะอาดเบาะรถยนต์แบบละเอียด ตั้งแต่การเตรียมอุปกรณ์ การดูดฝุ่น การขจัดคราบแต่ละประเภท ไปจนถึงวิธีทำให้เบาะแห้งและป้องกันสิ่งสกปรกกลับมาสะสมอีกครั้ง
หัวข้อ
วิธีทำความสะอาดเบาะรถยนต์ มีขั้นตอนอะไรบ้าง?
ขั้นตอนพื้นฐานในการทำความสะอาดเบาะรถยนต์ประกอบด้วย
- ตรวจสอบประเภทวัสดุหุ้มเบาะ
- เตรียมอุปกรณ์และน้ำยาที่เหมาะสม
- นำสิ่งของออกจากรถ
- ดูดฝุ่นและเศษสกปรก
- ทดสอบน้ำยาในจุดที่มองเห็นได้ยาก
- ทำความสะอาดเบาะทีละส่วน
- ขจัดคราบเฉพาะจุด
- เช็ดหรือดูดความชื้นออก
- เปิดรถระบายอากาศจนแห้งสนิท
- ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงหรือปกป้องพื้นผิวตามความเหมาะสม
สิ่งสำคัญคือไม่ควรใช้น้ำมากเกินไป โดยเฉพาะกับเบาะผ้า เพราะความชื้นอาจซึมลงสู่ฟองน้ำด้านใน ทำให้เบาะแห้งช้า เกิดกลิ่นอับ หรือกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อราและแบคทีเรีย
ก่อนทำความสะอาด ควรรู้ว่าเบาะรถยนต์เป็นวัสดุชนิดใด
เบาะแต่ละประเภทต้องใช้วิธีดูแลแตกต่างกัน การตรวจสอบวัสดุก่อนเริ่มทำความสะอาดจะช่วยลดความเสี่ยงที่พื้นผิวจะเสียหาย
เบาะผ้า
เบาะผ้าระบายอากาศได้ดีและไม่ร้อนง่าย แต่ดูดซับน้ำ เหงื่อ กลิ่น และคราบของเหลวได้มากกว่าเบาะหนัง หากทำความสะอาดโดยใช้น้ำมากเกินไป อาจเกิดความชื้นสะสมในฟองน้ำด้านใน
เบาะหนังแท้
เบาะหนังแท้มีความสวยงามและให้สัมผัสหรูหรา แต่ต้องระวังสารเคมีรุนแรง ความร้อน และแสงแดด หลังทำความสะอาดอาจต้องใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงที่เหมาะกับหนังรถยนต์
เบาะหนังสังเคราะห์
หนังสังเคราะห์ เช่น PU หรือ PVC เช็ดทำความสะอาดง่ายและทนต่อคราบได้ดี อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีตัวทำละลายหรือมีน้ำมันมากเกินไป เพราะอาจทำให้พื้นผิวเหนียว ลอก หรือเสื่อมเร็ว
เบาะหนังเจาะรู
เบาะหนังเจาะรูพบได้ในรถที่มีระบบระบายอากาศหรือระบบทำความร้อนในเบาะ ต้องระวังไม่ให้น้ำหรือน้ำยาซึมลงรู เพราะอาจเข้าไปสะสมในฟองน้ำหรือระบบภายในเบาะ
เบาะกำมะหยี่และไมโครซูเอด
วัสดุประเภทไมโครซูเอดหรือผิวคล้าย Alcantara ไม่ควรทำความสะอาดเหมือนเบาะผ้าหรือหนังทั่วไป ต้องใช้ผลิตภัณฑ์เฉพาะและแปรงขนนุ่มเพื่อรักษาทิศทางของเส้นใย
หากไม่แน่ใจว่าเบาะเป็นวัสดุชนิดใด ควรตรวจสอบคู่มือรถหรือสอบถามศูนย์บริการก่อนใช้น้ำยา
อุปกรณ์ทำความสะอาดเบาะรถยนต์ที่ควรเตรียม
อุปกรณ์พื้นฐานสำหรับทำความสะอาดเบาะรถยนต์ ได้แก่
- เครื่องดูดฝุ่นพร้อมหัวดูดขนาดเล็ก
- หัวแปรงนุ่มสำหรับเครื่องดูดฝุ่น
- ผ้าไมโครไฟเบอร์สะอาดหลายผืน
- แปรงขนนุ่ม
- ฟองน้ำเนื้อนุ่ม
- น้ำยาทำความสะอาดที่เหมาะกับวัสดุ
- ขวดสเปรย์
- น้ำสะอาด
- ถังหรือภาชนะสำหรับผสมน้ำยา
- เครื่องดูดน้ำหรือเครื่องซักพรม หากมี
- ถุงมือป้องกันสารทำความสะอาด
- พัดลมหรืออุปกรณ์ช่วยระบายอากาศ
ควรแยกผ้าที่ใช้ทำความสะอาดแต่ละบริเวณ เช่น ผ้าสำหรับเบาะ ผ้าสำหรับคอนโซล และผ้าสำหรับพื้นรถ เพื่อป้องกันการนำคราบน้ำมันหรือสิ่งสกปรกกลับมาเปื้อนเบาะ
1. นำสิ่งของและขยะออกจากรถ
ก่อนเริ่มทำความสะอาด ควรนำสิ่งของทั้งหมดออกจากเบาะ ช่องเก็บของหลังเบาะ และพื้นรถ เช่น
- ขวดน้ำ
- เศษอาหาร
- กระดาษ
- ของเล่น
- เบาะรองนั่ง
- คาร์ซีต
- ผ้าคลุมเบาะ
- อุปกรณ์สัตว์เลี้ยง
จากนั้นเลื่อนเบาะหน้าและหลังเพื่อให้สามารถเข้าถึงซอกและรางเบาะได้สะดวก หากมีคาร์ซีต ควรถอดออกตามคู่มือและทำความสะอาดแยกต่างหาก
2. ดูดฝุ่นและเศษสกปรกให้ทั่ว
การดูดฝุ่นเป็นขั้นตอนที่ไม่ควรข้าม เพราะหากมีฝุ่น ทราย หรือเศษแข็งอยู่บนเบาะ การใช้ผ้าหรือแปรงถูอาจทำให้วัสดุเป็นรอยหรือทำให้สิ่งสกปรกฝังลึกมากขึ้น
จุดที่ควรดูดฝุ่นเป็นพิเศษ
- พื้นผิวเบาะนั่ง
- พนักพิง
- รอยเย็บ
- ร่องระหว่างเบาะ
- บริเวณหัวเข็มขัดนิรภัย
- ใต้เบาะ
- ด้านหลังพนักพิง
- รางเลื่อนเบาะ
- ช่องเก็บของหลังเบาะ
- จุดติดตั้งคาร์ซีต
ใช้หัวดูดขนาดเล็กสำหรับซอกแคบ และใช้หัวแปรงนุ่มกับเบาะหนังเพื่อป้องกันรอยขีดข่วน ไม่ควรกดหัวดูดแข็งลงบนพื้นผิวแรงเกินไป
3. ทดสอบน้ำยาก่อนทำความสะอาด
ก่อนใช้น้ำยากับเบาะทั้งแผ่น ควรทดลองในบริเวณเล็กๆ ที่ไม่เด่นชัด เช่น ด้านข้างเบาะ ใต้เบาะ หรือบริเวณที่ถูกบังด้วยพนักพิง
ขั้นตอนการทดสอบน้ำยา ได้แก่
- ฉีดหรือหยดน้ำยาลงบนผ้าในปริมาณเล็กน้อย
- เช็ดบริเวณทดสอบเบาๆ
- รอตามเวลาที่ระบุบนฉลาก
- ตรวจสอบว่าสีซีด สีตก เป็นด่าง หรือพื้นผิวเปลี่ยนไปหรือไม่
- หากไม่พบความผิดปกติ จึงเริ่มใช้ในบริเวณอื่น
ไม่ควรผสมน้ำยาหลายชนิดเข้าด้วยกัน เพราะสารเคมีอาจทำปฏิกิริยาจนเกิดไอระเหยหรือทำลายวัสดุหุ้มเบาะ
วิธีทำความสะอาดเบาะผ้ารถยนต์
เบาะผ้าสะสมฝุ่น คราบเหงื่อ และกลิ่นได้ง่าย จึงควรทำความสะอาดอย่างละเอียด แต่ต้องควบคุมปริมาณน้ำไม่ให้เบาะเปียกจนถึงฟองน้ำด้านใน
ขั้นตอนทำความสะอาดเบาะผ้า
1. ฉีดน้ำยาลงบนผ้าหรือแปรง
ควรฉีดน้ำยาทำความสะอาดเบาะผ้าลงบนผ้าหรือแปรงแทนการฉีดจนเบาะเปียกชุ่ม หากใช้ผลิตภัณฑ์ชนิดโฟม ให้ทำตามคำแนะนำบนฉลาก
2. แบ่งทำความสะอาดเป็นพื้นที่เล็กๆ
แบ่งเบาะเป็นส่วน เช่น ครึ่งหนึ่งของเบาะนั่งหรือพนักพิง เพื่อให้สามารถทำความสะอาดและเช็ดน้ำยาออกได้ก่อนที่ผลิตภัณฑ์จะแห้ง
3. ใช้แปรงขนนุ่มทำความสะอาด
แปรงเบาๆ ตามแนวเส้นใยหรือวนเป็นวงเล็กๆ ไม่ควรออกแรงมาก เพราะอาจทำให้ผ้าเป็นขุยหรือเส้นใยเสียรูป
4. ใช้ผ้าสะอาดซับคราบ
ใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์สะอาดซับน้ำยาและคราบที่ถูกยกขึ้นมา เปลี่ยนด้านของผ้าบ่อยๆ เพื่อไม่ให้คราบกลับเข้าสู่เบาะ
5. ดูดความชื้นออก
หากมีเครื่องดูดน้ำหรือเครื่องซักพรม สามารถใช้ดูดน้ำและคราบที่เหลือออกได้ แต่ไม่ควรเติมน้ำลงบนเบาะมากเกินความจำเป็น
6. เปิดรถให้เบาะแห้ง
เปิดประตูหรือหน้าต่างรถในบริเวณที่ปลอดภัยและอากาศถ่ายเท สามารถใช้พัดลมช่วยเป่าได้ แต่ไม่ควรใช้ลมร้อนจัดหรือไดร์เป่าผมจ่อใกล้เบาะ
วิธีทำความสะอาดเบาะผ้าโดยไม่ใช้เครื่องดูดน้ำ
หากไม่มีเครื่องดูดน้ำ สามารถทำความสะอาดเบาะผ้าได้ด้วยวิธีต่อไปนี้
- ดูดฝุ่นให้ละเอียด
- ฉีดน้ำยาลงบนผ้าหรือแปรงเพียงเล็กน้อย
- แปรงเบาๆ เฉพาะพื้นผิว
- ใช้ผ้าหมาดซับน้ำยาออก
- ใช้ผ้าแห้งกดซับความชื้นซ้ำหลายครั้ง
- เปิดประตูและใช้พัดลมช่วยจนเบาะแห้ง
หลักสำคัญคือการใช้น้ำให้น้อยที่สุด และต้องตรวจสอบว่าเบาะแห้งสนิทก่อนปิดรถ
วิธีทำความสะอาดเบาะหนังรถยนต์
เบาะหนังควรทำความสะอาดด้วยผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาสำหรับหนังรถยนต์โดยเฉพาะ หลีกเลี่ยงสารเคมีรุนแรงและผลิตภัณฑ์ที่ทำให้พื้นผิวมันหรือลื่นมากเกินไป
ขั้นตอนทำความสะอาดเบาะหนัง
- ดูดฝุ่นบริเวณพื้นผิว รอยเย็บ และร่องเบาะ
- ฉีดน้ำยาทำความสะอาดลงบนผ้าไมโครไฟเบอร์
- เช็ดเบาะทีละส่วนอย่างเบามือ
- ใช้แปรงขนนุ่มกับรอยย่นหรือคราบที่ติดแน่น
- ใช้ผ้าหมาดเช็ดน้ำยาที่ตกค้าง
- ใช้ผ้าแห้งซับพื้นผิว
- ปล่อยให้แห้งในที่ร่ม
- ลงผลิตภัณฑ์บำรุงตามประเภทของหนัง
ไม่ควรเทน้ำยาลงบนเบาะโดยตรง โดยเฉพาะเบาะหนังเจาะรู เพราะของเหลวอาจซึมลงไปด้านในได้
การใช้ครีมบำรุงเบาะหนัง
หลังทำความสะอาดและปล่อยให้เบาะแห้ง สามารถใช้ครีมบำรุงหรือผลิตภัณฑ์ปกป้องหนังได้ตามความเหมาะสม
วิธีใช้มีดังนี้
- ทดสอบผลิตภัณฑ์ในจุดลับ
- เทครีมปริมาณเล็กน้อยลงบนผ้า
- ทาบางๆ ให้สม่ำเสมอ
- ปล่อยไว้ตามเวลาที่ระบุ
- ใช้ผ้าสะอาดเช็ดผลิตภัณฑ์ส่วนเกิน
- รอจนพื้นผิวแห้งและไม่ลื่นก่อนใช้งาน
ไม่ควรใช้ครีมทาผิว เบบี้ออยล์ น้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันประกอบอาหารแทนผลิตภัณฑ์บำรุงหนัง เพราะอาจทำให้เบาะเหนียว มีกลิ่น และสะสมฝุ่น
วิธีทำความสะอาดเบาะหนังสังเคราะห์
เบาะหนังสังเคราะห์มักดูแลได้ง่ายกว่าหนังแท้ สามารถใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์หมาดและผลิตภัณฑ์สูตรอ่อนโยนเช็ดทำความสะอาดได้
ขั้นตอนที่แนะนำ ได้แก่
- ดูดฝุ่นออกจากร่องและรอยเย็บ
- ใช้ผ้าหมาดเช็ดฝุ่นบนพื้นผิว
- ใช้น้ำยาที่ระบุว่าสามารถใช้กับหนังสังเคราะห์ได้
- เช็ดคราบทีละจุด
- ใช้ผ้าสะอาดเช็ดผลิตภัณฑ์ส่วนเกิน
- ปล่อยให้แห้งในที่ร่ม
หนังสังเคราะห์ไม่จำเป็นต้องใช้ครีมบำรุงสำหรับหนังแท้ทุกชนิด ควรตรวจสอบคำแนะนำของผู้ผลิตรถหรือผลิตภัณฑ์ก่อนใช้งาน
วิธีทำความสะอาดเบาะหนังเจาะรู
เบาะเจาะรูต้องระวังเรื่องปริมาณน้ำและน้ำยาเป็นพิเศษ
วิธีทำความสะอาดอย่างปลอดภัย ได้แก่
- ใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดสิ่งสกปรกออกจากรู
- ฉีดน้ำยาลงบนผ้า ไม่ฉีดลงบนเบาะ
- ใช้ผ้าหมาดเกือบแห้งเช็ด
- ใช้แปรงขนนุ่มปัดรอบรูโดยไม่กดน้ำยาลงไป
- เช็ดให้แห้งทันที
- รอจนแห้งสนิทก่อนเปิดระบบระบายอากาศหรือระบบทำความร้อนในเบาะ
หากมีของเหลวหกลงบนเบาะเจาะรู ควรใช้ผ้าแห้งกดซับทันทีและตรวจสอบว่าของเหลวซึมลงด้านในหรือไม่
วิธีทำความสะอาดเบาะกำมะหยี่และไมโครซูเอด
เบาะผิวคล้ายกำมะหยี่หรือไมโครซูเอดต้องใช้ความระมัดระวัง เพราะเส้นใยอาจจับตัวแข็งหรือเกิดรอยด่างได้
แนวทางทำความสะอาด ได้แก่
- ดูดฝุ่นด้วยหัวแปรงนุ่ม
- ใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับไมโครซูเอดโดยเฉพาะ
- ฉีดผลิตภัณฑ์ลงบนผ้าในปริมาณเล็กน้อย
- ซับคราบแทนการถูแรง
- ปล่อยให้แห้งตามธรรมชาติ
- ใช้แปรงนุ่มปัดเส้นใยให้กลับฟู
ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงหนังหรือผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำมันกับวัสดุประเภทนี้
วิธีขจัดคราบบนเบาะรถยนต์
คราบแต่ละชนิดต้องใช้วิธีจัดการต่างกัน ควรทำความสะอาดทันทีที่พบ เพื่อป้องกันคราบซึมลึกและติดแน่น
คราบน้ำและเครื่องดื่ม
ใช้ผ้าหรือกระดาษสะอาดกดซับของเหลวทันที ไม่ควรถู เพราะจะทำให้คราบกระจายเป็นวงกว้าง
หลังจากซับแล้ว ให้ใช้น้ำยาที่เหมาะกับวัสดุเช็ดจากขอบคราบเข้าหาตรงกลาง จากนั้นซับความชื้นและปล่อยให้แห้ง
คราบกาแฟ ชา และน้ำอัดลม
เครื่องดื่มเหล่านี้อาจมีน้ำตาลและสี หากปล่อยให้แห้งจะทำให้เบาะเหนียวและเกิดคราบฝังลึก
วิธีทำความสะอาด ได้แก่
- ซับของเหลวส่วนเกิน
- ใช้น้ำยาสำหรับเบาะชนิดนั้น
- เช็ดหรือซับจากขอบเข้าหาตรงกลาง
- ใช้ผ้าหมาดเช็ดคราบน้ำยา
- ซับให้แห้งและระบายอากาศ
คราบอาหารและคราบมัน
ใช้กระดาษหรือผ้าแห้งซับน้ำมันส่วนเกิน โดยไม่กดแรง จากนั้นใช้น้ำยาทำความสะอาดสูตรที่เหมาะกับวัสดุ
ไม่ควรใช้น้ำยาล้างครัวหรือน้ำยาขจัดไขมันเข้มข้น เพราะอาจทำให้เบาะสีซีดหรือพื้นผิวเสื่อมสภาพ
คราบหมึกปากกา
ไม่ควรใช้อะซิโตน ทินเนอร์ หรือน้ำยาล้างเล็บ เพราะอาจทำให้สีของเบาะหลุด
ควรใช้ผลิตภัณฑ์ขจัดคราบหมึกสำหรับวัสดุหุ้มเบาะโดยเฉพาะ ทดสอบในจุดลับ แล้วแตะทำความสะอาดเฉพาะบริเวณคราบ หากคราบมีขนาดใหญ่ ควรใช้บริการผู้เชี่ยวชาญ
คราบเครื่องสำอางและครีมกันแดด
คราบรองพื้น ลิปสติก และครีมกันแดดมักมีส่วนผสมของน้ำมัน ควรซับส่วนเกินก่อน แล้วจึงใช้น้ำยาสำหรับเบาะเช็ดเบาๆ
บริเวณพนักพิงศีรษะและขอบพนักพิงควรได้รับการทำความสะอาดเป็นประจำ เพราะเป็นจุดที่สัมผัสเส้นผม ผิวหนัง และผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายมากที่สุด
คราบโคลน
ควรรอให้โคลนแห้งบางส่วน จากนั้นใช้แปรงนุ่มหรือเครื่องดูดฝุ่นกำจัดเศษดินออกก่อน แล้วจึงทำความสะอาดคราบที่เหลือด้วยน้ำยาที่เหมาะสม
การเช็ดโคลนขณะที่ยังเปียกมากอาจทำให้คราบกระจายและฝังลงในเส้นใยของเบาะผ้า
คราบอาเจียนหรือปัสสาวะ
คราบจากของเสียต้องทำความสะอาดโดยเร็วเพื่อลดกลิ่นและการสะสมของเชื้อโรค
ขั้นตอนเบื้องต้น ได้แก่
- สวมถุงมือ
- นำของแข็งออกอย่างระมัดระวัง
- ใช้กระดาษหรือผ้าซับของเหลว
- ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่เหมาะกับวัสดุ
- ใช้ผลิตภัณฑ์กำจัดกลิ่นที่ปลอดภัยสำหรับภายในรถ
- ดูดความชื้นออกจากเบาะผ้า
- เปิดรถระบายอากาศจนแห้งสนิท
หากของเหลวซึมลงฟองน้ำหรือยังมีกลิ่นหลังทำความสะอาด ควรนำรถไปใช้บริการซักเบาะแบบมืออาชีพ
คราบหมากฝรั่งและคราบเหนียว
ใช้ถุงใส่น้ำแข็งวางบนคราบชั่วครู่เพื่อให้คราบแข็งขึ้น จากนั้นค่อยๆ ยกออกด้วยบัตรพลาสติกหรืออุปกรณ์ที่ไม่มีคม
ไม่ควรใช้มีดหรือโลหะขูด เพราะอาจทำให้เบาะฉีกขาดหรือเป็นรอย
คราบเลือด
ควรใช้ผ้าชุบน้ำเย็นและบิดหมาดซับคราบ ไม่ควรใช้น้ำร้อน เพราะอาจทำให้โปรตีนในเลือดจับตัวและคราบติดแน่นขึ้น
ใช้ผลิตภัณฑ์ขจัดคราบที่เหมาะกับวัสดุ และทดสอบก่อนทุกครั้ง หากเป็นคราบขนาดใหญ่ควรใช้บริการผู้เชี่ยวชาญ
วิธีขจัดกลิ่นอับจากเบาะรถยนต์
กลิ่นอับอาจเกิดจากเบาะเปียก เหงื่อ อาหาร พรมชื้น น้ำรั่ว หรือระบบปรับอากาศ จึงควรหาต้นเหตุแทนการใช้สเปรย์ปรับอากาศกลบกลิ่นเพียงอย่างเดียว
ขั้นตอนลดกลิ่นอับ
- นำขยะและอาหารออกจากรถ
- ดูดฝุ่นทุกซอกมุม
- ตรวจสอบว่าพรมหรือพื้นที่ใต้เบาะเปียกหรือไม่
- ทำความสะอาดเบาะตามประเภทวัสดุ
- เปิดประตูระบายอากาศจนแห้ง
- ตรวจสอบไส้กรองอากาศห้องโดยสาร
- ตรวจหารอยรั่วของน้ำบริเวณประตู กระจก และพื้นรถ
- ทำความสะอาดระบบปรับอากาศหากกลิ่นมาจากช่องแอร์
หากเบาะมีกลิ่นอับหลังซัก อาจหมายความว่าฟองน้ำด้านในยังไม่แห้ง ควรรีบระบายความชื้น เพราะการปิดรถทิ้งไว้ขณะเบาะเปียกอาจทำให้เกิดเชื้อรา
วิธีจัดการเชื้อราบนเบาะรถยนต์
เชื้อรามักเกิดจากความชื้นสะสม น้ำรั่ว หรือรถที่จอดทิ้งไว้นานในพื้นที่อับ
หากพบเชื้อราเพียงเล็กน้อย ควรสวมถุงมือและหน้ากาก เปิดประตูรถในพื้นที่อากาศถ่ายเท และหลีกเลี่ยงการแปรงแรงจนสปอร์ฟุ้งกระจาย
กรณีต่อไปนี้ควรใช้บริการผู้เชี่ยวชาญ
- เชื้อรากระจายหลายจุด
- เชื้อราซึมลงฟองน้ำ
- รถเคยถูกน้ำท่วม
- มีกลิ่นรุนแรง
- ผู้ใช้รถมีโรคภูมิแพ้หรือโรคทางเดินหายใจ
- ทำความสะอาดแล้วเชื้อรากลับมาอีก
การเช็ดเชื้อราเฉพาะพื้นผิวโดยไม่แก้สาเหตุของความชื้น อาจทำให้เชื้อรากลับมาได้
สิ่งที่ไม่ควรใช้ทำความสะอาดเบาะรถยนต์
ผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่
- น้ำยาฟอกขาว
- ทินเนอร์
- น้ำมันเบนซิน
- อะซิโตน
- น้ำยาล้างเล็บ
- แอลกอฮอล์เข้มข้น
- น้ำยาล้างจานสูตรขจัดไขมันรุนแรง
- น้ำยาอเนกประสงค์ที่ไม่ระบุว่าใช้กับเบาะได้
- แปรงลวด
- แปรงขนแข็ง
- ฟองน้ำขัด
- กระดาษทราย
- ไอน้ำร้อนจัดโดยไม่ตรวจสอบวัสดุ
- ไดร์เป่าผมที่ใช้ความร้อนสูง
- ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้เบาะมันหรือลื่นเกินไป
ไม่ควรผสมน้ำยาทำความสะอาดหลายชนิดเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีสารฟอกขาวหรือแอมโมเนีย เพราะอาจเกิดก๊าซอันตราย
ใช้เครื่องพ่นไอน้ำทำความสะอาดเบาะรถยนต์ได้หรือไม่?
เครื่องพ่นไอน้ำสามารถช่วยทำความสะอาดคราบบางประเภทได้ แต่ต้องใช้อย่างระมัดระวัง เนื่องจากความร้อนและความชื้นอาจทำให้กาว วัสดุเคลือบ หรือฟองน้ำด้านในเสียหาย
ก่อนใช้ควรตรวจสอบว่า
- ผู้ผลิตรถอนุญาตให้ใช้กับวัสดุนั้นหรือไม่
- สามารถปรับระดับความร้อนและแรงดันได้
- ไม่พ่นไอน้ำจ่อใกล้จุดเดิมนานเกินไป
- หลีกเลี่ยงบริเวณสวิตช์ เซนเซอร์ และอุปกรณ์ไฟฟ้า
- สามารถทำให้เบาะแห้งสนิทหลังทำความสะอาดได้
เบาะหนัง หนังสังเคราะห์ และไมโครซูเอดบางชนิดอาจไม่เหมาะกับไอน้ำร้อน ควรทดสอบในจุดลับหรือใช้บริการร้านที่มีประสบการณ์
ควรซักเบาะรถยนต์บ่อยแค่ไหน?
ความถี่ในการทำความสะอาดขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งาน โดยสามารถใช้แนวทางต่อไปนี้
- ดูดฝุ่นทุก 1–2 สัปดาห์
- เช็ดคราบทันทีเมื่อพบ
- เช็ดพื้นผิวเบาะหนังทุก 2–4 สัปดาห์
- ทำความสะอาดเบาะแบบละเอียดทุก 3–6 เดือน
- ทำความสะอาดบ่อยขึ้นหากมีเด็กหรือสัตว์เลี้ยง
- ตรวจความชื้นและกลิ่นหลังเดินทางในช่วงฝนตก
- ซักเบาะทันทีหากมีของเหลวหรือของเสียซึมลงไป
ไม่จำเป็นต้องซักเบาะผ้าจนเปียกบ่อยเกินไป เพราะอาจทำให้ฟองน้ำเสื่อมและเพิ่มความเสี่ยงต่อกลิ่นอับ
วิธีป้องกันเบาะรถยนต์ไม่ให้สกปรกเร็ว
ใช้ผ้าคลุมหรือแผ่นรองเบาะ
ผ้าคลุมเบาะช่วยลดคราบจากอาหาร เหงื่อ และสัตว์เลี้ยง แต่ควรเลือกขนาดที่เหมาะสม และต้องไม่กีดขวางถุงลมนิรภัยด้านข้างหรือการทำงานของระบบเบาะ
หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารในรถ
เศษอาหารและเครื่องดื่มเป็นสาเหตุสำคัญของคราบ กลิ่น และแมลงภายในรถ หากจำเป็นควรใช้ภาชนะที่ปิดสนิทและทำความสะอาดทันทีหลังรับประทาน
ทำความสะอาดคราบทันที
คราบใหม่ขจัดได้ง่ายกว่าคราบที่แห้งและฝังตัว ไม่ควรปล่อยของเหลวหรืออาหารค้างอยู่บนเบาะ
ใช้แผ่นรองสำหรับสัตว์เลี้ยง
ควรใช้แผ่นรองที่ป้องกันน้ำและรอยขีดข่วน พร้อมทำความสะอาดขนสัตว์หลังการเดินทางทุกครั้ง
หลีกเลี่ยงการจอดรถกลางแดด
แสงแดดและความร้อนอาจทำให้เบาะหนังซีด แข็ง และแตกลาย ควรจอดในที่ร่ม ใช้ม่านบังแดด และติดฟิล์มกรองแสงที่เหมาะสม
ระวังของมีคม
กุญแจ ซิป หมุดโลหะ ของเล่น และอุปกรณ์ที่มีขอบคมอาจทำให้เบาะขาดหรือเป็นรอย ควรเก็บสิ่งของให้เรียบร้อยก่อนนั่ง
ควรทำความสะอาดเบาะรถยนต์เองหรือใช้บริการร้าน?
การทำความสะอาดทั่วไปสามารถทำเองได้ หากทราบประเภทของวัสดุและใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม
ควรใช้บริการร้านทำความสะอาดรถยนต์เมื่อพบกรณีต่อไปนี้
- คราบฝังลึกเป็นเวลานาน
- มีกลิ่นอับรุนแรง
- มีเชื้อรา
- รถเคยถูกน้ำท่วม
- ของเหลวซึมลงฟองน้ำ
- เบาะหนังสีลอกหรือแตกลาย
- เบาะขาดหรือมีรอยไหม้
- คราบหมึกหรือสีมีขนาดใหญ่
- ต้องถอดเบาะเพื่อทำความสะอาด
- ไม่สามารถทำให้เบาะแห้งได้อย่างเหมาะสม
ร้านที่มีอุปกรณ์ดูดน้ำและระบบอบแห้งจะช่วยลดความชื้นที่ตกค้างภายในเบาะได้ดีกว่าการซักด้วยน้ำแล้วปล่อยให้แห้งเอง
เช็กลิสต์ก่อนทำความสะอาดเบาะรถยนต์
ก่อนเริ่มทำความสะอาด ควรตรวจสอบตามรายการต่อไปนี้
- ทราบประเภทของวัสดุหุ้มเบาะ
- อ่านคู่มือรถและฉลากผลิตภัณฑ์แล้ว
- จอดรถในที่ร่มและอากาศถ่ายเท
- นำขยะและสิ่งของออกจากรถ
- ดูดฝุ่นเรียบร้อยแล้ว
- ทดสอบน้ำยาในจุดลับแล้ว
- เตรียมผ้าสะอาดหลายผืน
- ไม่ผสมน้ำยาหลายชนิด
- ไม่ใช้น้ำมากเกินไป
- มีเวลาเพียงพอสำหรับการทำให้เบาะแห้ง
- ตรวจสอบความแห้งก่อนปิดรถ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวิธีทำความสะอาดเบาะรถยนต์
ใช้น้ำยาซักผ้าทำความสะอาดเบาะรถยนต์ได้หรือไม่?
ไม่ควรใช้น้ำยาซักผ้าเข้มข้นโดยตรง เพราะอาจเกิดฟองมาก ล้างออกยาก และทิ้งสารตกค้างในเส้นใย ควรใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับเบาะรถยนต์หรือพรมรถยนต์โดยเฉพาะ
ใช้น้ำยาล้างจานทำความสะอาดเบาะได้หรือไม่?
ไม่แนะนำ โดยเฉพาะกับเบาะหนังและหนังสังเคราะห์ เพราะน้ำยาล้างจานบางสูตรมีคุณสมบัติขจัดไขมันสูง อาจทำให้พื้นผิวแห้ง สีซีด หรือชั้นเคลือบเสื่อม
ใช้ทิชชูเปียกเช็ดเบาะได้หรือไม่?
ควรตรวจสอบส่วนผสมก่อน ทิชชูเปียกบางชนิดมีแอลกอฮอล์ น้ำหอม หรือสารทำความสะอาดที่อาจทำลายพื้นผิวเบาะ หากต้องการเช็ดคราบเบื้องต้นควรใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์หมาด
ซักเบาะรถยนต์แล้วใช้รถได้ทันทีหรือไม่?
ควรรอจนเบาะแห้งสนิทก่อนใช้งาน เพราะการนั่งบนเบาะที่ยังชื้นอาจทำให้ความชื้นซึมลึกและเกิดกลิ่นอับได้
ทำอย่างไรให้เบาะรถยนต์แห้งเร็ว?
เปิดประตูและหน้าต่างในพื้นที่ปลอดภัย ใช้พัดลมช่วยเป่า และจอดในบริเวณที่อากาศถ่ายเท ไม่ควรใช้ความร้อนสูงจ่อโดยตรงกับเบาะ
เบาะรถยนต์มีกลิ่นอับหลังซักควรทำอย่างไร?
เปิดรถระบายอากาศ ตรวจสอบว่าฟองน้ำด้านในยังชื้นหรือไม่ และใช้เครื่องดูดน้ำหากจำเป็น หากกลิ่นไม่หายควรนำรถไปให้ร้านมืออาชีพตรวจสอบ
ใช้เบกกิ้งโซดากับเบาะรถยนต์ได้หรือไม่?
เบกกิ้งโซดาอาจช่วยดูดซับกลิ่นบนเบาะผ้าบางชนิด แต่ควรทดลองในจุดเล็กๆ และต้องดูดผงออกให้หมด ไม่ควรใช้กับเบาะหนังหรือวัสดุที่ผู้ผลิตไม่แนะนำ
ทำความสะอาดเบาะรถยนต์ตอนกลางคืนได้หรือไม่?
ทำได้ แต่ควรมีพื้นที่ที่อากาศถ่ายเทและมีเวลาเพียงพอให้เบาะแห้ง หากปิดรถขณะเบาะยังชื้นอาจเกิดกลิ่นอับและเชื้อรา
เบาะรถยนต์ควรทำความสะอาดทุกกี่เดือน?
ควรทำความสะอาดแบบละเอียดทุก 3-6 เดือน และดูดฝุ่นหรือเช็ดคราบเป็นประจำ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความถี่ในการใช้งาน จำนวนผู้โดยสาร และสภาพภายในรถ
สรุปวิธีทำความสะอาดเบาะรถยนต์
วิธีทำความสะอาดเบาะรถยนต์อย่างถูกต้องควรเริ่มจากการตรวจสอบประเภทของวัสดุ ดูดฝุ่นให้ทั่ว และทดสอบน้ำยาก่อนใช้งานจริง เบาะผ้าควรควบคุมปริมาณน้ำและทำให้แห้งสนิท ส่วนเบาะหนังและหนังสังเคราะห์ควรหลีกเลี่ยงสารเคมีรุนแรงและไม่ปล่อยให้น้ำยาค้างบนพื้นผิว
เมื่อเกิดคราบ ควรซับและทำความสะอาดทันทีแทนการถูแรง โดยเลือกวิธีให้เหมาะกับคราบและชนิดของเบาะ หลังทำความสะอาดต้องเปิดรถระบายอากาศจนไม่มีความชื้นตกค้าง เพื่อป้องกันกลิ่นอับ เชื้อรา และการเสื่อมของฟองน้ำด้านใน
การดูดฝุ่นเป็นประจำ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารภายในรถ และใช้แผ่นรองเมื่อต้องเดินทางกับเด็กหรือสัตว์เลี้ยง จะช่วยลดการสะสมของสิ่งสกปรก ทำให้เบาะดูสะอาด และช่วยรักษาสภาพห้องโดยสารให้น่าใช้งานได้นานขึ้น
แหล่งอ้างอิง
ติดต่อเรา | จองซื้อ & ทดลองขับ
อยากเป็นเจ้าของหรือสนใจทดลองขับรถยนต์ไฟฟ้า BYD ติดต่อ BYD BD Auto Group ได้ทุกสาขาพร้อมทีมงานให้คำปรึกษาแบบครบวงจร
- ที่อยู่: 607 ถ.เพชรเกษม ต.คอหงส์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 90110 (สาขาหาดใหญ่)
- Facebook: BYD BD Auto Group ตัวแทนจำหน่ายบีวายดีรายใหญ่สุดในภาคใต้
- LINE: @bydbdsongkhla
- เบอร์โทร: 074 805 656 (สาขาหาดใหญ่)
- สาขา: ดูสาขาทั้งหมด
- เว็บไซต์: www.bydbdautogroup.com
- แผนที่: BYD BD Auto Songkhla (สาขาหาดใหญ่)



