ระบบ ADAS คืออะไร? รู้จักระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะที่ตรวจจับ แจ้งเตือน และช่วยป้องกันอุบัติเหตุ

/
/
ระบบ ADAS คืออะไร? รู้จักระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะที่ตรวจจับ แจ้งเตือน และช่วยป้องกันอุบัติเหตุ
BYD BD Auto Group

เทคโนโลยีความปลอดภัยในรถยนต์ยุคใหม่ไม่ได้มีเพียงถุงลมนิรภัย เข็มขัดนิรภัย หรือระบบเบรกเท่านั้น แต่ยังมีระบบที่ช่วยตรวจสอบสภาพแวดล้อมรอบตัวรถ วิเคราะห์ความเสี่ยง และแจ้งเตือนผู้ขับก่อนเกิดอุบัติเหตุ

ระบบดังกล่าวเรียกว่า ADAS หรือ Advanced Driver Assistance Systems ซึ่งหมายถึงกลุ่มระบบช่วยขับขี่ขั้นสูงที่ทำงานร่วมกับกล้อง เรดาร์ อัลตราโซนิก และเซนเซอร์ต่าง ๆ เพื่อช่วยตรวจจับรถยนต์ คนเดินถนน จักรยาน เส้นแบ่งช่องจราจร และสิ่งกีดขวางรอบตัวรถ

เมื่อระบบตรวจพบความเสี่ยง ADAS อาจแจ้งเตือนด้วยเสียง ภาพ หรือแรงสั่น และในบางสถานการณ์สามารถช่วยเบรก ช่วยประคองพวงมาลัย หรือปรับความเร็วของรถเพื่อลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุ

อย่างไรก็ตาม ระบบ ADAS เป็นเพียงเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับ ไม่ใช่ระบบขับขี่อัตโนมัติเต็มรูปแบบ ผู้ขับยังต้องมองถนน จับพวงมาลัย และพร้อมควบคุมรถตลอดเวลา

หัวข้อ

ADAS ย่อมาจากอะไร?

ADAS ย่อมาจาก Advanced Driver Assistance Systems หรือระบบช่วยขับขี่ขั้นสูง

คำว่า “Systems” แสดงให้เห็นว่า ADAS ไม่ใช่ฟังก์ชันเดียว แต่เป็นกลุ่มเทคโนโลยีหลายระบบที่ทำงานร่วมกัน เช่น

  • ระบบเตือนการชนด้านหน้า
  • ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน
  • ระบบเตือนรถออกนอกช่องทาง
  • ระบบช่วยรักษารถให้อยู่ในเลน
  • ระบบเตือนจุดอับสายตา
  • ระบบเตือนรถตัดผ่านขณะถอยหลัง
  • ระบบช่วยจอดรถ
  • กล้องมองภาพรอบคัน

รายการระบบ ADAS ที่ติดตั้งจริงจะแตกต่างกันตามรุ่นรถ รุ่นย่อย ประเทศที่จำหน่าย และข้อกำหนดของผู้ผลิต


ระบบ ADAS มีหน้าที่อะไร?

หน้าที่หลักของระบบ ADAS สามารถแบ่งได้เป็น 3 ระดับ ได้แก่ การตรวจจับ การแจ้งเตือน และการแทรกแซง

1. ตรวจจับสภาพแวดล้อมรอบรถ

ระบบใช้กล้อง เรดาร์ และเซนเซอร์ตรวจสอบสิ่งต่าง ๆ เช่น

  • รถคันหน้า
  • รถที่อยู่ด้านข้าง
  • คนเดินถนน
  • รถจักรยาน
  • รถจักรยานยนต์
  • เส้นแบ่งช่องจราจร
  • สิ่งกีดขวาง
  • รถที่กำลังตัดผ่านด้านหลัง
  • ระยะห่างจากวัตถุ

ข้อมูลที่ตรวจพบจะถูกส่งไปยังหน่วยประมวลผลของรถเพื่อประเมินว่ามีความเสี่ยงหรือไม่

2. แจ้งเตือนผู้ขับ

หากระบบพบสถานการณ์ที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุ รถอาจแจ้งเตือนผ่าน

  • เสียงเตือน
  • ข้อความบนหน้าจอ
  • สัญลักษณ์บนหน้าปัด
  • ไฟเตือนบริเวณกระจกมองข้าง
  • แรงสั่นที่พวงมาลัย
  • แรงสั่นหรือแรงดันที่แป้นเบรก

การแจ้งเตือนมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ขับรับรู้และตอบสนองได้เร็วขึ้น

3. ช่วยแทรกแซงการควบคุมรถ

ในกรณีที่ผู้ขับตอบสนองไม่ทัน ระบบบางประเภทสามารถช่วย

  • เพิ่มแรงเบรก
  • เบรกอัตโนมัติ
  • ลดความเร็ว
  • ช่วยประคองพวงมาลัย
  • ปรับรถกลับเข้าสู่ช่องทาง
  • รักษาระยะห่างจากรถคันหน้า
  • หยุดรถในบางสถานการณ์

ระดับการแทรกแซงจะแตกต่างกันตามระบบและการออกแบบของรถแต่ละรุ่น

ADAS ทำงานอย่างไร?

ระบบ ADAS ทำงานผ่านกระบวนการหลัก 4 ขั้นตอน

ขั้นตอนที่ 1 รับข้อมูลจากเซนเซอร์

รถจะรับข้อมูลจากกล้อง เรดาร์ อัลตราโซนิก หรือเซนเซอร์อื่น ๆ ที่ติดตั้งรอบตัวรถ

ขั้นตอนที่ 2 วิเคราะห์สิ่งที่ตรวจพบ

หน่วยประมวลผลจะวิเคราะห์ว่าเป็นรถ คน เส้นถนน หรือสิ่งกีดขวาง พร้อมคำนวณระยะห่าง ความเร็วสัมพัทธ์ และทิศทางการเคลื่อนที่

ขั้นตอนที่ 3 ประเมินความเสี่ยง

ระบบจะประเมินว่ารถมีโอกาสชน ออกนอกเลน หรือเข้าใกล้วัตถุมากเกินไปหรือไม่

ขั้นตอนที่ 4 แจ้งเตือนหรือช่วยควบคุม

หากความเสี่ยงถึงระดับที่กำหนด ระบบจะส่งคำเตือน หรือช่วยเบรกและควบคุมพวงมาลัยตามขอบเขตของระบบ

การทำงานทั้งหมดเกิดขึ้นภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว แต่ความแม่นยำยังขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม ความสะอาดของเซนเซอร์ และข้อจำกัดของเทคโนโลยี


อุปกรณ์สำคัญที่ระบบ ADAS ใช้

กล้องหน้า

กล้องบริเวณกระจกบังลมหรือด้านหน้ารถใช้สำหรับตรวจจับ

  • เส้นแบ่งช่องจราจร
  • รถคันหน้า
  • คนเดินถนน
  • ป้ายจราจร
  • สัญญาณไฟบางประเภท
  • รูปทรงของวัตถุ

กล้องสามารถแยกแยะรายละเอียดได้ดี แต่ประสิทธิภาพอาจลดลงเมื่อฝนตกหนัก มีหมอก แสงย้อน หรือเส้นถนนไม่ชัดเจน

เรดาร์

เรดาร์ใช้คลื่นวิทยุในการตรวจจับวัตถุและวัดระยะทางหรือความเร็วสัมพัทธ์

จุดเด่นของเรดาร์คือสามารถทำงานได้ดีในหลายสภาพอากาศ และเหมาะกับระบบ เช่น Adaptive Cruise Control และระบบเตือนการชนด้านหน้า

เซนเซอร์อัลตราโซนิก

เซนเซอร์อัลตราโซนิกนิยมใช้ตรวจจับวัตถุในระยะใกล้ เช่น

  • ขณะจอดรถ
  • ขณะถอยหลัง
  • ขณะเคลื่อนรถในพื้นที่แคบ
  • ตรวจระยะห่างจากกำแพงหรือรถคันอื่น

กล้องรอบคัน

กล้องหลายตำแหน่งสามารถรวมภาพเป็นมุมมองรอบรถ ช่วยให้ผู้ขับมองเห็นพื้นที่ที่สายตาเข้าถึงได้ยาก

LiDAR

LiDAR ใช้แสงเลเซอร์ในการสร้างข้อมูลระยะและรูปร่างของวัตถุโดยรอบ มีความแม่นยำสูง แต่ไม่ได้ติดตั้งในรถทุกรุ่น เนื่องจากต้นทุนและข้อกำหนดของระบบแตกต่างกัน

หน่วยประมวลผล

หน่วยประมวลผลทำหน้าที่รวมข้อมูลจากเซนเซอร์ วิเคราะห์สถานการณ์ และสั่งการระบบต่าง ๆ

ระบบที่ทันสมัยอาจใช้การประมวลผลภาพ ปัญญาประดิษฐ์ และอัลกอริทึมเพื่อช่วยจำแนกวัตถุและคาดการณ์การเคลื่อนที่


ระบบเตือนการชนด้านหน้า FCW คืออะไร?

FCW หรือ Forward Collision Warning คือระบบเตือนการชนด้านหน้า

ระบบจะตรวจสอบรถหรือวัตถุที่อยู่ด้านหน้า หากพบว่าระยะห่างลดลงอย่างรวดเร็วและมีความเสี่ยงต่อการชน ระบบจะแจ้งเตือนให้ผู้ขับเบรกหรือหลบหลีก

FCW มีหน้าที่หลักในการเตือน โดยอาจยังไม่สั่งเบรกอัตโนมัติ เว้นแต่รถรุ่นนั้นจะติดตั้งระบบ AEB ทำงานร่วมกัน


ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ AEB คืออะไร?

AEB หรือ Automatic Emergency Braking คือระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ

เมื่อระบบตรวจพบว่ารถกำลังเข้าใกล้วัตถุและผู้ขับไม่มีการตอบสนองเพียงพอ ระบบอาจ

  • แจ้งเตือนก่อน
  • เตรียมแรงดันระบบเบรก
  • เพิ่มแรงเบรก
  • เบรกอัตโนมัติ

เป้าหมายของ AEB คือช่วยหลีกเลี่ยงการชน หรือช่วยลดความรุนแรงของอุบัติเหตุ

อย่างไรก็ตาม AEB อาจไม่สามารถหยุดรถได้ทันในทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะเมื่อใช้ความเร็วสูง ถนนลื่น ระยะห่างน้อย หรือเซนเซอร์ตรวจจับวัตถุได้ไม่สมบูรณ์


AEB ตรวจจับคนเดินถนนได้หรือไม่?

ระบบ AEB บางรุ่นรองรับการตรวจจับ

  • รถยนต์
  • คนเดินถนน
  • จักรยาน
  • รถจักรยานยนต์

แต่ความสามารถจะแตกต่างกันตามรุ่นรถ ความเร็ว แสง สภาพอากาศ ทิศทางการเคลื่อนที่ และซอฟต์แวร์ของระบบ

ผู้ซื้อควรตรวจสอบเอกสารสเปกของรุ่นย่อยจริง ไม่ควรสรุปว่ารถที่มี AEB จะตรวจจับวัตถุได้ทุกประเภท


ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ACC คืออะไร?

ACC หรือ Adaptive Cruise Control คือระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน

ต่างจาก Cruise Control ทั่วไปที่รักษาความเร็วตามค่าที่ตั้งไว้ ACC สามารถตรวจจับรถด้านหน้าและปรับความเร็วเพื่อรักษาระยะห่าง

หากรถด้านหน้าชะลอ รถที่เปิด ACC อาจลดความเร็วตาม และเมื่อช่องทางว่าง ระบบอาจเร่งกลับไปยังความเร็วที่ตั้งไว้

ACC แบบ Stop and Go

ระบบ ACC บางรุ่นรองรับการหยุดและออกตัวตามรถด้านหน้า เหมาะกับการจราจรที่เคลื่อนตัวช้า

อย่างไรก็ตาม ผู้ขับยังต้องสังเกตถนนและพร้อมเบรก เพราะระบบอาจไม่ตรวจจับรถที่ตัดเข้ามาอย่างฉับพลัน สิ่งกีดขวางนิ่ง หรือสถานการณ์ซับซ้อนได้ทุกกรณี


ระบบเตือนรถออกนอกเลน LDW คืออะไร?

LDW หรือ Lane Departure Warning คือระบบเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทางโดยไม่ได้เปิดไฟเลี้ยว

กล้องหน้าจะตรวจจับเส้นแบ่งช่องจราจร หากรถเริ่มเบี่ยงออกจากเลน ระบบอาจเตือนด้วยเสียง ภาพ หรือแรงสั่นที่พวงมาลัย

LDW ทำหน้าที่เตือนเป็นหลัก และอาจไม่ช่วยหมุนพวงมาลัยกลับเข้าสู่เลน


ระบบช่วยรักษารถในช่องทาง LKA คืออะไร?

LKA หรือ Lane Keeping Assist คือระบบช่วยรักษารถให้อยู่ในช่องทาง

หากรถเริ่มออกนอกเลนโดยไม่ได้ตั้งใจ ระบบอาจช่วยปรับพวงมาลัยเล็กน้อยเพื่อประคองรถกลับเข้าสู่ช่องทาง

LKA ไม่ได้ออกแบบมาให้ขับแทนผู้ขับ ผู้ขับยังต้องจับพวงมาลัยและควบคุมทิศทางรถตลอดเวลา

ระบบอาจทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพเมื่อ

  • เส้นถนนเลือนหรือขาด
  • ถนนไม่มีเส้นแบ่งช่องทาง
  • ฝนตกหนัก
  • มีแสงสะท้อน
  • เข้าโค้งแคบ
  • มีงานก่อสร้าง
  • ถนนมีเส้นเก่าซ้อนกับเส้นใหม่

ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่กลางเลนต่างจาก LKA อย่างไร?

ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่กลางเลน หรือ Lane Centering Control มีเป้าหมายรักษาตำแหน่งรถให้อยู่ใกล้กึ่งกลางช่องทางอย่างต่อเนื่อง

ส่วน LKA มักแทรกแซงเมื่อรถเริ่มออกนอกเลน

ชื่อเรียกและรูปแบบการทำงานอาจแตกต่างกันตามผู้ผลิต จึงควรอ่านคำอธิบายจากคู่มือรถแต่ละรุ่น


ระบบเตือนจุดอับสายตา BSD คืออะไร?

BSD หรือ Blind Spot Detection คือระบบตรวจจับรถในจุดอับสายตาบริเวณด้านข้างและด้านหลัง

เมื่อระบบพบรถในพื้นที่ที่ผู้ขับอาจมองไม่เห็น จะมีสัญญาณเตือนบริเวณกระจกมองข้างหรือภายในห้องโดยสาร

หากผู้ขับเปิดไฟเลี้ยวเพื่อเปลี่ยนเลนขณะที่มีรถอยู่ในจุดอับ ระบบอาจเพิ่มระดับการเตือน

ระบบนี้ช่วยลดความเสี่ยงขณะเปลี่ยนเลน แต่ผู้ขับยังต้องมองกระจกและหันตรวจสอบด้านข้างก่อนเปลี่ยนเลนทุกครั้ง


ระบบช่วยเปลี่ยนเลนทำงานอย่างไร?

รถบางรุ่นมีระบบช่วยเปลี่ยนเลน ซึ่งทำงานร่วมกับ

  • กล้อง
  • เรดาร์ด้านข้าง
  • ระบบตรวจจับจุดอับสายตา
  • ระบบควบคุมพวงมาลัย

ระบบอาจช่วยประเมินว่าช่องทางข้างเคียงว่างหรือไม่ และช่วยควบคุมรถเข้าสู่ช่องทางใหม่เมื่อผู้ขับสั่งการ

ความสามารถแตกต่างกันตามรถแต่ละรุ่น และผู้ขับยังต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจเปลี่ยนเลน


ระบบเตือนก่อนเปิดประตู DOW คืออะไร?

DOW หรือ Door Open Warning คือระบบเตือนก่อนเปิดประตู เมื่อมีรถ จักรยาน หรือรถจักรยานยนต์กำลังเคลื่อนผ่านด้านข้าง

ระบบอาจแจ้งเตือนด้วยเสียง ไฟ หรือข้อความ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการเปิดประตูตัดหน้าผู้ใช้ถนน

ระบบนี้มีประโยชน์เมื่อต้องจอดรถริมถนน แต่ผู้โดยสารควรมองกระจกและตรวจสอบด้านหลังก่อนเปิดประตูเสมอ


ระบบเตือนรถตัดผ่านขณะถอยหลัง RCTA คืออะไร?

RCTA หรือ Rear Cross Traffic Alert คือระบบเตือนเมื่อมีรถหรือวัตถุกำลังตัดผ่านด้านหลังในขณะที่รถกำลังถอย

ระบบมีประโยชน์เมื่อถอยออกจาก

  • ช่องจอดรถ
  • พื้นที่ที่มีรถบังด้านข้าง
  • ซอยหรือทางออกที่มองเห็นยาก
  • ลานจอดรถที่มีการสัญจร

หากพบรถตัดผ่าน ระบบจะแจ้งเตือนให้ผู้ขับหยุดหรือระมัดระวัง


ระบบช่วยเบรกขณะถอยหลัง RCTB คืออะไร?

RCTB หรือ Rear Cross Traffic Braking เป็นระบบที่พัฒนาต่อจาก RCTA

นอกจากแจ้งเตือนแล้ว ระบบอาจช่วยเบรกหากพบว่ามีความเสี่ยงต่อการชนกับรถหรือวัตถุที่ตัดผ่านด้านหลัง

ระบบอาจไม่ตรวจจับวัตถุขนาดเล็ก ผู้คน หรือรถที่เคลื่อนที่เร็วได้ทุกกรณี ผู้ขับจึงยังต้องมองกล้อง กระจก และตรวจสอบรอบรถก่อนถอย


ระบบเตือนการชนด้านหลัง RCW คืออะไร?

RCW หรือ Rear Collision Warning คือระบบที่ช่วยประเมินความเสี่ยงจากรถที่กำลังเข้าใกล้ด้านหลังอย่างรวดเร็ว

หากพบความเสี่ยง ระบบอาจกระตุ้นไฟฉุกเฉินหรือส่งสัญญาณเตือนเพื่อให้รถด้านหลังรับรู้

ในรถบางรุ่น ระบบอาจเตรียมการป้องกันผู้โดยสาร เช่น ปรับความตึงเข็มขัดนิรภัยหรือเตรียมระบบเบรก แต่ความสามารถแตกต่างกันตามรถ


ระบบอ่านป้ายจราจรทำงานอย่างไร?

ระบบอ่านป้ายจราจรใช้กล้องหน้าตรวจจับป้าย เช่น

  • จำกัดความเร็ว
  • ห้ามแซง
  • ห้ามเข้า
  • ป้ายเตือนบางประเภท

ข้อมูลอาจถูกแสดงบนหน้าปัดหรือหน้าจอ Head-up Display

ระบบอาจอ่านป้ายผิดพลาดได้หากป้ายถูกบดบัง ซีดจาง ตั้งอยู่ผิดมุม หรือมีป้ายชั่วคราวจำนวนมาก ผู้ขับต้องยึดป้ายจราจรจริงเป็นหลัก


ระบบเตือนผู้ขับเหนื่อยล้าคืออะไร?

ระบบตรวจสอบความเหนื่อยล้าของผู้ขับอาจวิเคราะห์จาก

  • การเคลื่อนไหวของพวงมาลัย
  • ระยะเวลาขับต่อเนื่อง
  • พฤติกรรมการรักษาช่องทาง
  • การเคลื่อนไหวของศีรษะหรือดวงตาในรถบางรุ่น

หากระบบประเมินว่าผู้ขับอาจเหนื่อยล้าหรือเสียสมาธิ จะเตือนให้พักรถ

ระบบไม่สามารถวัดอาการง่วงได้อย่างแม่นยำทุกครั้ง หากเริ่มง่วงควรหยุดพักทันที ไม่ควรพึ่งคำเตือนจากรถ


ระบบกล้องมองภาพรอบคันช่วยอะไร?

ระบบกล้องมองภาพรอบคันใช้ภาพจากกล้องหลายตำแหน่งมาประกอบเป็นมุมมองรอบรถ

ช่วยให้ผู้ขับมองเห็น

  • ขอบทาง
  • เส้นช่องจอด
  • วัตถุใกล้ตัวรถ
  • พื้นที่ด้านหน้าและด้านหลัง
  • ตำแหน่งล้อในบางระบบ

กล้องรอบคันเป็นระบบช่วยมองเห็น ไม่ควรใช้แทนการตรวจสอบด้วยสายตา เพราะภาพอาจมีความคลาดเคลื่อนหรือมีจุดที่กล้องมองไม่เห็น


ระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติคืออะไร?

ระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติใช้กล้องและเซนเซอร์ตรวจสอบพื้นที่จอด จากนั้นช่วยควบคุมพวงมาลัยหรือการเคลื่อนรถตามระดับความสามารถ

บางระบบช่วยเฉพาะพวงมาลัย ผู้ขับต้องควบคุมคันเร่ง เบรก และเกียร์เอง

ระบบที่สูงขึ้นอาจช่วยควบคุม

  • พวงมาลัย
  • การเดินหน้าและถอยหลัง
  • การเบรก
  • การเปลี่ยนเกียร์

ผู้ขับยังต้องตรวจสอบสภาพแวดล้อม เพราะระบบอาจมองไม่เห็นขอบทางต่ำ สิ่งของขนาดเล็ก หรือวัตถุที่เคลื่อนที่เข้ามาอย่างรวดเร็ว

ADAS ต่างจากระบบควบคุมเสถียรภาพตัวรถอย่างไร?

ระบบทั้งสองกลุ่มทำงานร่วมกัน แต่มีหน้าที่หลักต่างกัน

ADAS

เน้นตรวจจับสภาพแวดล้อมและป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้า เช่น

  • รถด้านหน้า
  • คนเดินถนน
  • เส้นถนน
  • จุดอับสายตา
  • วัตถุขณะถอยหลัง

ระบบอาจเตือน เบรก หรือช่วยควบคุมพวงมาลัยก่อนเกิดการชน

ระบบควบคุมเสถียรภาพ

เน้นควบคุมพฤติกรรมของรถหลังจากยางเริ่มเข้าใกล้หรือสูญเสียการยึดเกาะ เช่น

  • ล้อล็อก
  • ล้อหมุนฟรี
  • หน้าดื้อโค้ง
  • ท้ายปัด
  • รถไหลบนทางลาด

ตัวอย่างระบบ ได้แก่ ABS, EBD, TCS และ ESC

กล่าวง่าย ๆ คือ ADAS มองสิ่งที่เกิดขึ้นรอบรถ ส่วนระบบควบคุมเสถียรภาพจัดการสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวรถและล้อ


ADAS เป็นระบบขับขี่อัตโนมัติหรือไม่?

ไม่ใช่ทุกระบบ ADAS จะเป็นระบบขับขี่อัตโนมัติ

รถที่มี ACC และระบบช่วยประคองเลนอาจช่วยควบคุมความเร็วกับทิศทางได้บางส่วน แต่ผู้ขับยังต้อง

  • มองถนน
  • จับพวงมาลัย
  • ตรวจสอบสภาพแวดล้อม
  • พร้อมเบรกหรือหักหลบ
  • ปฏิบัติตามกฎหมายจราจร

ชื่อทางการตลาด เช่น Smart Driving, Intelligent Driving หรือ Pilot ไม่ได้หมายความว่ารถสามารถขับเองได้ทุกสภาพถนน


ระดับของระบบขับขี่อัตโนมัติ

ระบบขับขี่อัตโนมัติมักถูกแบ่งเป็นระดับตั้งแต่ 0 ถึง 5

ระดับ 0

ผู้ขับควบคุมรถทั้งหมด ระบบอาจมีเพียงคำเตือน

ระดับ 1

ระบบช่วยควบคุมอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ความเร็วหรือพวงมาลัย

ระดับ 2

ระบบช่วยควบคุมทั้งความเร็วและพวงมาลัยพร้อมกันในบางสถานการณ์ แต่ผู้ขับต้องดูแลการขับขี่ตลอดเวลา

ระดับ 3

ระบบควบคุมรถได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด และอาจขอให้ผู้ขับกลับมาควบคุม

ระดับ 4

ระบบขับเองได้ในพื้นที่หรือเงื่อนไขที่กำหนด โดยไม่จำเป็นต้องให้ผู้ขับควบคุมตลอดเวลา

ระดับ 5

ระบบขับเองได้ทุกสภาพถนนโดยไม่ต้องมีผู้ขับ

รถยนต์ทั่วไปที่จำหน่ายในตลาดส่วนใหญ่ยังอยู่ในกลุ่มระบบช่วยขับขี่ ไม่ควรตีความว่าเป็นรถไร้คนขับเต็มรูปแบบ

ระบบ ADAS มีข้อดีอะไร?

ช่วยตรวจจับความเสี่ยงที่ผู้ขับอาจมองไม่เห็น

กล้องและเรดาร์สามารถช่วยตรวจสอบรถในจุดอับหรือวัตถุที่อยู่ในทิศทางเสี่ยง

ช่วยเตือนก่อนเกิดอุบัติเหตุ

คำเตือนที่เร็วขึ้นอาจช่วยให้ผู้ขับมีเวลาตอบสนองมากขึ้น

ช่วยลดความรุนแรงของการชน

ระบบ AEB อาจช่วยลดความเร็วของรถก่อนชน แม้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุได้ทั้งหมด

ลดความเหนื่อยล้าในการเดินทาง

ACC และระบบช่วยประคองเลนอาจช่วยลดภาระในการขับทางไกลหรือการจราจรที่เคลื่อนตัวช้า

เพิ่มความสะดวกในการจอดรถ

กล้องรอบคัน เซนเซอร์ และระบบช่วยจอดช่วยให้ควบคุมรถในพื้นที่แคบได้ง่ายขึ้น


ข้อจำกัดของระบบ ADAS

สภาพอากาศ

ฝนตกหนัก หมอก ฝุ่น หรือแสงสะท้อนอาจลดความสามารถของกล้องและเซนเซอร์

เส้นถนนไม่ชัดเจน

ระบบช่วยรักษาเลนอาจทำงานไม่ได้เมื่อเส้นเลือน มีเส้นซ้อน หรือไม่มีเส้นแบ่งช่องทาง

เซนเซอร์สกปรก

คราบโคลน ฝุ่น แมลง หรือหยดน้ำอาจบดบังกล้องและเรดาร์

วัตถุที่ตรวจจับได้ยาก

ระบบอาจไม่สามารถจำแนกวัตถุที่มีรูปทรง สี หรือการเคลื่อนที่ผิดปกติได้ทุกกรณี

การตัดหน้าอย่างฉับพลัน

รถหรือจักรยานยนต์ที่เปลี่ยนเลนเข้ามาในระยะใกล้อาจทำให้ระบบมีเวลาตอบสนองไม่เพียงพอ

ข้อจำกัดด้านความเร็ว

ระบบบางฟังก์ชันทำงานเฉพาะในช่วงความเร็วที่กำหนด

ความแตกต่างระหว่างรุ่น

ชื่อระบบเหมือนกันไม่ได้หมายความว่าจะมีความสามารถเท่ากันในรถทุกคัน


สาเหตุที่ระบบ ADAS อาจไม่ทำงาน

ระบบอาจหยุดทำงานชั่วคราวเมื่อ

  • กล้องถูกบดบัง
  • เรดาร์มีคราบสกปรก
  • กระจกบังลมบริเวณกล้องมีฝ้า
  • อากาศร้อนหรือเย็นเกินช่วงทำงาน
  • เส้นถนนไม่ชัด
  • ระบบตรวจพบความผิดปกติ
  • แรงดันไฟฟ้าในรถต่ำ
  • รถเพิ่งเปลี่ยนกระจกหรือซ่อมตัวถังและยังไม่ได้ปรับเทียบ
  • ผู้ขับปิดระบบผ่านเมนู

หากมีไฟเตือนหรือข้อความผิดปกติติดค้าง ควรนำรถเข้าตรวจสอบ


การปรับเทียบกล้องและเรดาร์สำคัญอย่างไร?

กล้องและเรดาร์ต้องติดตั้งในตำแหน่งและมุมที่แม่นยำ หากตำแหน่งคลาดเคลื่อน ระบบอาจประเมินระยะหรือทิศทางผิดพลาด

อาจต้องปรับเทียบ ADAS หลังจาก

  • เปลี่ยนกระจกบังลม
  • ซ่อมตัวถังด้านหน้า
  • เปลี่ยนกันชน
  • ถอดเรดาร์หรือกล้อง
  • ตั้งศูนย์ล้อหรือซ่อมช่วงล่างบางประเภท
  • รถเกิดอุบัติเหตุ
  • เปลี่ยนความสูงช่วงล่าง
  • มีข้อความแจ้งให้ปรับเทียบ

ควรให้ศูนย์บริการหรือผู้เชี่ยวชาญที่มีเครื่องมือเหมาะสมดำเนินการ

วิธีดูแลระบบ ADAS

รักษาความสะอาดของกล้องและเซนเซอร์

เช็ดกระจกและบริเวณเซนเซอร์อย่างระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการใช้วัสดุที่ทำให้เกิดรอย

ไม่ติดอุปกรณ์บดบังกล้อง

กล้องติดรถ สติกเกอร์ ฟิล์ม หรืออุปกรณ์ตกแต่งไม่ควรบังพื้นที่ทำงานของกล้อง ADAS

ซ่อมรถด้วยอะไหล่และขั้นตอนที่เหมาะสม

การติดตั้งกันชน กระจก หรือชิ้นส่วนผิดตำแหน่งอาจส่งผลต่อการตรวจจับ

ตรวจสอบไฟเตือน

หากมีไฟหรือข้อความแจ้งความผิดปกติ ควรอ่านคู่มือและเข้าศูนย์บริการ

อัปเดตซอฟต์แวร์ตามคำแนะนำ

รถบางรุ่นอาจได้รับการปรับปรุงซอฟต์แวร์เพื่อแก้ไขหรือพัฒนาการทำงานของระบบ

อ่านคู่มือประจำรถ

ผู้ขับควรรู้ว่าระบบแต่ละฟังก์ชันทำงานที่ความเร็วใด ตรวจจับอะไรได้ และมีข้อจำกัดอย่างไร


วิธีใช้ ADAS อย่างปลอดภัย

  • จับพวงมาลัยตลอดเวลา
  • มองถนนและกระจกอย่างสม่ำเสมอ
  • ไม่ใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ
  • เว้นระยะห่างที่ปลอดภัย
  • ไม่เชื่อว่าระบบจะตรวจจับทุกสิ่งได้
  • ลดความเร็วเมื่อฝนตกหรือทัศนวิสัยไม่ดี
  • ตรวจสอบรถก่อนเปลี่ยนเลน แม้มี Blind Spot Detection
  • พร้อมเบรกหรือควบคุมพวงมาลัยเสมอ
  • ไม่ทดสอบระบบบนถนนสาธารณะ
  • ปฏิบัติตามกฎหมายจราจร

ADAS เหมาะกับใคร?

ระบบ ADAS มีประโยชน์กับผู้ขับทุกกลุ่ม โดยเฉพาะ

  • ผู้ที่เดินทางไกลเป็นประจำ
  • ผู้ที่ขับในเมืองและการจราจรหนาแน่น
  • ครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย
  • ผู้สูงอายุที่ต้องการระบบช่วยแจ้งเตือน
  • ผู้ขับรถ SUV หรือรถขนาดใหญ่
  • ผู้ที่ต้องจอดรถในพื้นที่แคบ
  • ผู้ที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้าหรือรถสมรรถนะสูง

อย่างไรก็ตาม การมี ADAS ไม่ควรเป็นเหตุให้ผู้ขับลดความระมัดระวัง


สิ่งที่ควรตรวจสอบก่อนซื้อรถที่มี ADAS

ก่อนซื้อรถ ควรตรวจสอบรายละเอียดดังต่อไปนี้

  • มี AEB หรือไม่
  • ตรวจจับคนเดินถนนและจักรยานได้หรือไม่
  • ACC รองรับ Stop and Go หรือไม่
  • มี LDW หรือ LKA
  • มีระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่กลางเลนหรือไม่
  • มี Blind Spot Detection หรือไม่
  • มี RCTA และ RCTB หรือไม่
  • มีกล้องรอบคันหรือไม่
  • ระบบทำงานในช่วงความเร็วใด
  • ระบบใดเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน
  • ระบบใดมีเฉพาะรุ่นย่อยสูง
  • ค่าใช้จ่ายในการซ่อมและปรับเทียบเซนเซอร์
  • เงื่อนไขการรับประกัน

ควรทดลองขับเพื่อทำความเข้าใจลักษณะการเตือนและการแทรกแซง เพราะระบบของแต่ละยี่ห้อให้ความรู้สึกแตกต่างกัน

ระบบ ADAS ในรถยนต์ไฟฟ้า

รถยนต์ไฟฟ้าสามารถติดตั้งระบบ ADAS ได้เช่นเดียวกับรถเครื่องยนต์หรือรถ Hybrid

จุดเด่นคือระบบควบคุมสามารถสั่งลดแรงบิดจากมอเตอร์ได้รวดเร็ว และทำงานร่วมกับระบบเบรกกับพวงมาลัยไฟฟ้าได้อย่างละเอียด

ระบบ ADAS ในรถ EV อาจเชื่อมโยงกับ

  • มอเตอร์ไฟฟ้า
  • Regenerative Braking
  • ระบบเบรกเชิงกล
  • ระบบควบคุมพวงมาลัย
  • กล้องรอบคัน
  • ระบบเชื่อมต่อและซอฟต์แวร์ของรถ

แต่ประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และการปรับเทียบ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเป็นรถ EV เพียงอย่างเดียว


ระบบ ADAS ของ BYD

รถยนต์ BYD หลายรุ่นติดตั้งระบบช่วยขับขี่และระบบความปลอดภัยที่แตกต่างกันตามรุ่นย่อย เช่น

  • Adaptive Cruise Control
  • Automatic Emergency Braking
  • Front Collision Warning
  • Lane Departure Warning
  • Lane Keeping Assist
  • Blind Spot Detection
  • Rear Cross Traffic Alert
  • Rear Cross Traffic Braking
  • Door Open Warning
  • กล้องมองภาพรอบคัน

บางตลาดอาจใช้ชื่อระบบ เช่น DiPilot หรือ God’s Eye สำหรับชุดเทคโนโลยีช่วยขับขี่ของ BYD

รายการอุปกรณ์ ความสามารถ และชื่อระบบอาจแตกต่างกันตามประเทศและรุ่นรถ จึงควรตรวจสอบสเปกของรถที่จำหน่ายจริงก่อนตัดสินใจ

สรุประบบ ADAS

ADAS หรือ Advanced Driver Assistance Systems คือกลุ่มระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะที่ใช้กล้อง เรดาร์ และเซนเซอร์ในการตรวจสอบสิ่งแวดล้อมรอบรถ

ระบบสามารถตรวจจับรถ คนเดินถนน เส้นแบ่งช่องทาง และวัตถุต่าง ๆ พร้อมแจ้งเตือนผู้ขับเมื่อพบความเสี่ยง และในบางสถานการณ์สามารถช่วยเบรก ลดความเร็ว หรือประคองพวงมาลัย

ระบบสำคัญในกลุ่ม ADAS ได้แก่ FCW, AEB, ACC, LDW, LKA, BSD, RCTA, RCTB และระบบช่วยจอดรถ

แม้ ADAS จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและลดภาระผู้ขับได้ แต่ไม่สามารถทดแทนการมองถนน การตัดสินใจ และความรับผิดชอบของผู้ขับได้ ผู้ใช้จึงควรเข้าใจขอบเขตการทำงาน ดูแลเซนเซอร์ และพร้อมควบคุมรถตลอดเวลา


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับระบบ ADAS

ADAS คืออะไร?

ADAS คือกลุ่มระบบช่วยขับขี่ขั้นสูงที่ใช้กล้อง เรดาร์ และเซนเซอร์เพื่อตรวจจับความเสี่ยง แจ้งเตือน และช่วยแทรกแซงการควบคุมรถ

ADAS ขับรถแทนผู้ขับได้หรือไม่?

ไม่ได้ในรถทั่วไป ระบบเป็นเพียงตัวช่วย ผู้ขับยังต้องมองถนน จับพวงมาลัย และพร้อมควบคุมรถ

AEB กับ FCW ต่างกันอย่างไร?

FCW ทำหน้าที่เตือนความเสี่ยงการชน ส่วน AEB สามารถช่วยเพิ่มแรงเบรกหรือเบรกอัตโนมัติในบางสถานการณ์

ACC ต่างจาก Cruise Control อย่างไร?

Cruise Control รักษาความเร็วตามค่าที่ตั้งไว้ ส่วน ACC สามารถปรับความเร็วตามรถด้านหน้าเพื่อรักษาระยะห่าง

LDW กับ LKA ต่างกันอย่างไร?

LDW แจ้งเตือนเมื่อรถออกนอกเลน ส่วน LKA สามารถช่วยประคองพวงมาลัยเพื่อให้รถกลับเข้าสู่ช่องทาง

Blind Spot Detection ใช้แทนการมองกระจกได้หรือไม่?

ไม่ได้ ผู้ขับยังต้องตรวจสอบกระจก เปิดไฟเลี้ยว และหันดูบริเวณด้านข้างก่อนเปลี่ยนเลน

ADAS ทำงานตอนฝนตกได้หรือไม่?

บางระบบยังทำงานได้ แต่ประสิทธิภาพอาจลดลงหากฝนตกหนัก มีหมอก กล้องถูกบดบัง หรือเส้นถนนไม่ชัด

ทำไมระบบ ADAS แจ้งว่าไม่พร้อมใช้งาน?

อาจเกิดจากกล้องหรือเรดาร์สกปรก สภาพอากาศไม่เหมาะสม เส้นถนนไม่ชัด หรือระบบตรวจพบความผิดปกติ

เปลี่ยนกระจกบังลมแล้วต้องปรับเทียบ ADAS หรือไม่?

รถที่ติดตั้งกล้อง ADAS บริเวณกระจกอาจต้องปรับเทียบหลังเปลี่ยนกระจก ควรตรวจสอบตามคำแนะนำของผู้ผลิต

รถทุกคันมีระบบ ADAS เหมือนกันหรือไม่?

ไม่เหมือนกัน จำนวนฟังก์ชัน ขอบเขตการทำงาน และความสามารถแตกต่างกันตามรุ่นรถ รุ่นย่อย และประเทศที่จำหน่าย


สอบถามข้อมูลระบบ ADAS และลงทะเบียนทดลองขับรถยนต์ BYD

ผู้ที่สนใจรถยนต์ BYD สามารถติดต่อ BYD BD Auto Group เพื่อสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับระบบ ADAS อุปกรณ์ความปลอดภัย รุ่นรถ ราคา โปรโมชั่น และเงื่อนไขการรับประกัน

สามารถลงทะเบียนทดลองขับเพื่อสัมผัสการทำงานของระบบเตือนการชน ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ระบบช่วยรักษาช่องทาง และกล้องมองภาพรอบคันของรถแต่ละรุ่นก่อนตัดสินใจซื้อ

ติดต่อเรา | จองซื้อ & ทดลองขับ

อยากเป็นเจ้าของหรือสนใจทดลองขับรถยนต์ไฟฟ้า BYD ติดต่อ BYD BD Auto Group ได้ทุกสาขาพร้อมทีมงานให้คำปรึกษาแบบครบวงจร

ป้ายกำกับ

รางวัลใหญ่จากเวที BYD Asia Pacific 2025
BYD BD Auto Group

ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า BYD

หมวดหมู่

บทความที่เกี่ยวข้อง

<span class="jet-smart-filters-seo-rules-title"></span>
ส่วนประกอบและระบบสำคัญของรถยนต์ รู้จักระบบขับเคลื่...
รถยนต์หนึ่งคันไม่ได้ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนใดชิ้นส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่เกิดจากการทำ...
<span class="jet-smart-filters-seo-rules-title"></span>
ประเภทรถยนต์ไฟฟ้าและรถไฮบริด ต่างกันอย่างไร? รู้จั...
ปัจจุบันตลาดรถยนต์มีทางเลือกมากกว่ารถน้ำมันแบบเดิม เพราะนอกจากรถยนต์ไฟฟ้า 100% แ...
<span class="jet-smart-filters-seo-rules-title"></span>
แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าคืออะไร? รู้จักการทำงาน อายุกา...
แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าเป็นหัวใจสำคัญของรถ EV เพราะทำหน้าที่เก็บพลังงานไฟฟ้าและจ่าย...
<span class="jet-smart-filters-seo-rules-title"></span>
คู่มือยางรถยนต์และยางรถยนต์ไฟฟ้า วิธีดูแล เช็กลม ส...
ยางรถยนต์เป็นหนึ่งในชิ้นส่วนสำคัญที่สุดของรถ เพราะเป็นจุดเดียวที่สัมผัสกับพื้นถน...
<span class="jet-smart-filters-seo-rules-title"></span>
คู่มือการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า เข้าใจ AC, DC, หัวชาร์จ ...
รถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลั...
<span class="jet-smart-filters-seo-rules-title"></span>
ส่วนประกอบรถยนต์ทั่วไป เทียบกับรถยนต์ไฟฟ้า ต่างกัน...
รถยนต์ทั่วไปและรถยนต์ไฟฟ้ามีเป้าหมายเดียวกัน คือพาผู้ขับขี่และผู้โดยสารเดินทางจา...
<span class="jet-smart-filters-seo-rules-title"></span>
คู่มือดูแลยางรถยนต์ไฟฟ้า เช็กลมยาง สลับยาง หน้ายาง...
ยางรถยนต์เป็นหนึ่งในชิ้นส่วนสำคัญที่สุดของรถยนต์ไฟฟ้า เพราะเป็นจุดเดียวที่สัมผัส...
<span class="jet-smart-filters-seo-rules-title"></span>
ขับรถ EV หน้าฝนอย่างไรให้ปลอดภัย พร้อมวิธีดูแลรถแล...
ช่วงหน้าฝนเป็นช่วงที่ผู้ใช้รถควรให้ความสำคัญกับการขับขี่มากเป็นพิเศษ เพราะถนนลื่...