ค่าใช้จ่ายในการใช้รถ PHEV เท่าไร? พร้อมตัวอย่างคำนวณค่าไฟและค่าน้ำมัน

รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด หรือ PHEV เป็นรถที่ใช้ได้ทั้งพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่และน้ำมันจากเครื่องยนต์ ผู้ใช้จึงสามารถขับด้วยไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน และใช้เครื่องยนต์ช่วยเมื่อเดินทางไกลหรือเมื่อพลังงานในแบตเตอรี่ไม่เพียงพอ
จุดเด่นนี้ทำให้รถ PHEV มีความยืดหยุ่น แต่ค่าใช้จ่ายจริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับอัตราสิ้นเปลืองของรถเพียงอย่างเดียว ปัจจัยสำคัญที่สุดคือผู้ใช้สามารถชาร์จรถได้บ่อยแค่ไหน และระยะทางที่ขับในแต่ละวันอยู่ภายในระยะทางไฟฟ้าของรถหรือไม่
ผู้ที่มีจุดชาร์จที่บ้านและชาร์จเป็นประจำอาจใช้ไฟฟ้าเป็นพลังงานหลักได้ ขณะที่ผู้ที่ไม่ค่อยชาร์จอาจใช้เครื่องยนต์บ่อยขึ้น ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายใกล้เคียงรถ Hybrid หรือรถน้ำมันมากกว่าที่คาด
บทความนี้จะอธิบายค่าใช้จ่ายในการใช้รถ PHEV ตั้งแต่ค่าไฟ ค่าน้ำมัน ค่าเช็กระยะ ประกัน การติดตั้งเครื่องชาร์จ ไปจนถึงตัวอย่างคำนวณค่าใช้จ่ายรายเดือน
ตัวเลขในบทความเป็นตัวอย่างเพื่ออธิบายวิธีคำนวณ ค่าใช้จ่ายจริงขึ้นอยู่กับรุ่นรถ ราคาพลังงาน ระยะทาง สภาพการจราจร รูปแบบการขับขี่ และเงื่อนไขของผู้ให้บริการแต่ละราย
หัวข้อ
รถ PHEV คืออะไร?
PHEV ย่อมาจาก Plug-in Hybrid Electric Vehicle เป็นรถที่มีระบบขับเคลื่อนสองส่วน ได้แก่
- มอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ที่สามารถชาร์จจากภายนอกได้
- เครื่องยนต์สันดาปที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง
เมื่อแบตเตอรี่มีพลังงานเพียงพอ รถอาจขับด้วยไฟฟ้าเป็นหลัก โดยเฉพาะการเดินทางระยะสั้นในเมือง เมื่อพลังงานลดลงหรือผู้ขับต้องการกำลังเพิ่มเติม เครื่องยนต์จะเข้ามาช่วยทำงานตามการออกแบบของรถ
ผู้ที่ยังไม่เข้าใจความแตกต่างของระบบ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ PHEV คืออะไร? และ Hybrid, PHEV และ BEV ต่างกันอย่างไร
ค่าใช้จ่ายในการใช้รถ PHEV มีอะไรบ้าง?
ค่าใช้จ่ายของรถ PHEV สามารถแบ่งออกเป็น 7 กลุ่มหลัก ได้แก่
- ค่าไฟสำหรับชาร์จแบตเตอรี่
- ค่าน้ำมัน
- ค่าติดตั้งเครื่องชาร์จที่บ้าน
- ค่าบำรุงรักษาและเช็กระยะ
- ค่าอะไหล่และของเหลว
- ค่าเบี้ยประกันภัย
- ค่าใช้จ่ายอื่น เช่น ยาง ภาษี ค่าจอด และค่าชาร์จสาธารณะ
ต้นทุนแต่ละส่วนมีผลไม่เท่ากัน ผู้ใช้ที่ชาร์จรถสม่ำเสมออาจมีค่าไฟเพิ่มขึ้น แต่ลดค่าน้ำมันได้มาก ในทางกลับกัน ผู้ที่ซื้อ PHEV แต่แทบไม่เสียบชาร์จอาจไม่ได้ประโยชน์ด้านความประหยัดอย่างเต็มที่
1. ค่าไฟสำหรับชาร์จรถ PHEV
ค่าไฟสามารถประเมินได้จากจำนวนพลังงานที่เติมเข้าสู่แบตเตอรี่และอัตราค่าไฟต่อหน่วย
สูตรคำนวณเบื้องต้นคือ
พลังงานที่ชาร์จต่อครั้ง × ค่าไฟต่อหน่วย = ค่าไฟต่อครั้ง
ตัวอย่าง รถ PHEV มีแบตเตอรี่ 18 kWh และชาร์จจาก 20% ถึง 100%
พลังงานที่ต้องเติมตามทฤษฎีคือ
18 × 80% = 14.4 kWh
หากสมมติค่าไฟเฉลี่ย 4.50 บาทต่อหน่วย
14.4 × 4.50 = 64.80 บาท
อย่างไรก็ตาม ระหว่างชาร์จจะมีการสูญเสียพลังงานบางส่วนจากเครื่องชาร์จ สายไฟ และการควบคุมอุณหภูมิ จึงอาจต้องใช้ไฟจากมิเตอร์มากกว่าพลังงานที่เข้าสู่แบตเตอรี่จริงเล็กน้อย
หากเผื่อการสูญเสียประมาณ 10%
14.4 × 1.10 = 15.84 kWh
ค่าไฟโดยประมาณจึงเป็น
15.84 × 4.50 = 71.28 บาทต่อครั้ง
ตัวอย่างค่าไฟรายเดือน
สมมติชาร์จพลังงานเฉลี่ยวันละ 12 kWh จำนวน 26 วันต่อเดือน
12 × 26 = 312 kWh ต่อเดือน
หากค่าไฟเฉลี่ย 4.50 บาทต่อหน่วย
312 × 4.50 = 1,404 บาทต่อเดือน
ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่าง ผู้ใช้ควรนำอัตราค่าไฟจริงจากใบแจ้งค่าไฟและปริมาณพลังงานที่รถใช้มาคำนวณอีกครั้ง
2. ค่าน้ำมันของรถ PHEV
รถ PHEV ยังมีเครื่องยนต์ จึงยังมีค่าน้ำมัน โดยเฉพาะในสถานการณ์ต่อไปนี้
- ขับไกลกว่าระยะทางไฟฟ้าที่รถรองรับ
- ไม่ได้ชาร์จแบตเตอรี่ก่อนเดินทาง
- ใช้ความเร็วสูงต่อเนื่อง
- ขึ้นทางลาดชัน
- บรรทุกน้ำหนักมาก
- ระบบเรียกใช้เครื่องยนต์เพื่อให้กำลังหรือควบคุมอุณหภูมิ
- ขับในโหมดที่เน้นสมรรถนะ
สูตรคำนวณค่าน้ำมันคือ
ระยะทางที่ใช้เครื่องยนต์ ÷ อัตราสิ้นเปลือง × ราคาน้ำมันต่อลิตร
ตัวอย่าง ขับโดยใช้เครื่องยนต์ 600 กิโลเมตรต่อเดือน รถทำอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 17 กิโลเมตรต่อลิตร และน้ำมันราคา 38 บาทต่อลิตร
ปริมาณน้ำมันที่ใช้คือ
600 ÷ 17 = 35.29 ลิตร
ค่าน้ำมันโดยประมาณคือ
35.29 × 38 = 1,341 บาทต่อเดือน
อัตราสิ้นเปลืองจริงอาจแตกต่างจากตัวเลขในโฆษณาหรือมาตรฐานทดสอบ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากความเร็ว สภาพถนน การจราจร น้ำหนักบรรทุก อุณหภูมิ และระดับพลังงานในแบตเตอรี่
3. ค่าติดตั้งเครื่องชาร์จที่บ้าน
ผู้ใช้ PHEV หลายคนสามารถชาร์จด้วยเครื่องชาร์จ AC ที่บ้านได้ แต่ก่อนติดตั้งควรให้ช่างหรือผู้ให้บริการตรวจสอบระบบไฟฟ้า
ค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่
- เครื่องชาร์จหรืออุปกรณ์ชาร์จ
- สายไฟและท่อร้อยสาย
- ตู้ควบคุมไฟฟ้า
- เบรกเกอร์
- อุปกรณ์ป้องกันไฟรั่ว
- ระบบสายดิน
- ค่าแรงติดตั้ง
- ค่าเดินสายตามระยะจริง
- ค่าเพิ่มขนาดมิเตอร์หรือปรับปรุงระบบไฟ
- งานเจาะผนังหรือเดินสายใต้ดิน
บ้านที่มีตู้ไฟและจุดจอดอยู่ใกล้กันอาจติดตั้งง่ายกว่าบ้านที่ต้องเดินสายเป็นระยะทางไกล
ค่าใช้จ่ายส่วนนี้เป็นต้นทุนครั้งแรก ไม่ควรนำมารวมเป็นค่าใช้รถรายเดือนทั้งหมดทันที หากต้องการเปรียบเทียบความคุ้มค่า สามารถเฉลี่ยค่าอุปกรณ์ตามระยะเวลาที่คาดว่าจะใช้งานได้
ตัวอย่าง ติดตั้งระบบชาร์จรวม 25,000 บาท และวางแผนใช้ 5 ปี
25,000 ÷ 60 เดือน = ประมาณ 417 บาทต่อเดือน
4. ค่าเช็กระยะและบำรุงรักษา
รถ PHEV มีทั้งระบบไฟฟ้าและเครื่องยนต์ จึงยังต้องบำรุงรักษาชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ตามระยะ แม้ผู้ใช้จะขับด้วยไฟฟ้าเป็นส่วนใหญ่ก็ตาม
รายการที่อาจต้องตรวจหรือเปลี่ยน ได้แก่
- น้ำมันเครื่อง
- ไส้กรองน้ำมันเครื่อง
- ไส้กรองอากาศ
- หัวเทียน
- น้ำยาหล่อเย็น
- ระบบเกียร์ตามประเภทของรถ
- ระบบเบรก
- ยาง
- ช่วงล่าง
- แบตเตอรี่ 12V
- ระบบระบายความร้อนของแบตเตอรี่
- ระบบชาร์จ
- ซอฟต์แวร์และระบบควบคุม
- แบตเตอรี่แรงดันสูง
ค่าเช็กระยะขึ้นอยู่กับรุ่นรถ อายุรถ ระยะทางสะสม และรายการที่ถึงกำหนดเปลี่ยน
แม้ระบบเบรกแบบ Regenerative Braking จะช่วยลดการใช้ผ้าเบรกในบางสถานการณ์ แต่ควรตรวจสภาพเบรกตามกำหนด เพราะชิ้นส่วนอาจเสื่อมจากอายุ ความชื้น และการใช้งานได้
5. ค่าดูแลแบตเตอรี่ PHEV
แบตเตอรี่แรงดันสูงมักไม่ต้องเปลี่ยนตามระยะเหมือนน้ำมันเครื่อง แต่ควรได้รับการตรวจตามรายการของผู้ผลิต
ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องอาจประกอบด้วย
- การตรวจระบบแบตเตอรี่
- การตรวจรหัสความผิดปกติ
- การตรวจระบบระบายความร้อน
- การอัปเดตซอฟต์แวร์
- การซ่อมระบบชาร์จ
- การเปลี่ยนชิ้นส่วนภายในระบบ หากอยู่นอกการรับประกัน
- การเปลี่ยนแบตเตอรี่ หากเกิดความเสียหายรุนแรง
เงื่อนไขรับประกันแบตเตอรี่แตกต่างกันในแต่ละรุ่น จึงควรตรวจสอบระยะเวลา ระยะทาง เกณฑ์สุขภาพแบตเตอรี่ และข้อยกเว้นก่อนซื้อรถ
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ แบตเตอรี่ PHEV คืออะไร อายุการใช้งานและวิธีดูแล
6. ค่าเบี้ยประกันภัย
ค่าเบี้ยประกันรถ PHEV ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น
- ราคาทุนประกัน
- รุ่นและปีผลิต
- ราคาค่าอะไหล่
- ประวัติการเคลม
- อายุและประวัติผู้ขับ
- ประเภทประกัน
- ศูนย์ซ่อมหรืออู่ซ่อม
- เงื่อนไขความคุ้มครองแบตเตอรี่และระบบไฟฟ้า
ก่อนทำประกันควรตรวจสอบว่าให้ความคุ้มครองรายการใดบ้าง เช่น
- แบตเตอรี่แรงดันสูง
- ระบบมอเตอร์และอินเวอร์เตอร์
- สายชาร์จ
- เครื่องชาร์จที่บ้าน
- ความเสียหายจากน้ำ
- อุบัติเหตุใต้ท้องรถ
- บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน
ไม่ควรพิจารณาเฉพาะราคาเบี้ยประกันที่ต่ำที่สุด แต่ควรดูทุนประกัน ค่าเสียหายส่วนแรก ข้อยกเว้น และเครือข่ายศูนย์ซ่อมร่วมด้วย
7. ค่าใช้จ่ายอื่นที่ควรเผื่อไว้
นอกจากค่าไฟและค่าน้ำมัน ผู้ใช้ควรเผื่อค่าใช้จ่ายเหล่านี้ด้วย
ค่ายาง
รถ PHEV มักมีน้ำหนักมากกว่ารถน้ำมันบางรุ่นจากชุดแบตเตอรี่และระบบมอเตอร์ ยางจึงมีผลต่อความปลอดภัย ความประหยัด และระยะเบรก
ควรเลือกยางที่มีขนาด ดัชนีรับน้ำหนัก และคุณสมบัติตรงตามที่ผู้ผลิตกำหนด
ค่าชาร์จสาธารณะ
การชาร์จที่สถานีสาธารณะอาจมีต้นทุนสูงกว่าการชาร์จที่บ้าน และบางแห่งอาจมีค่าจอดรถหรือค่าบริการหลังชาร์จเสร็จ
ค่าภาษีและทะเบียน
ควรตรวจสอบอัตราภาษีประจำปีของรถรุ่นที่สนใจ เพราะวิธีคำนวณอาจแตกต่างตามประเภทและข้อมูลจดทะเบียน
ค่าเสื่อมราคา
ค่าเสื่อมเป็นต้นทุนสำคัญ แม้ไม่ได้จ่ายเป็นเงินสดทุกเดือน โดยขึ้นอยู่กับราคาซื้อ อายุรถ ความนิยมของรุ่น สภาพรถ ประวัติการบำรุงรักษา และความเชื่อมั่นในตลาดรถมือสอง
ดอกเบี้ยสินเชื่อ
ผู้ที่ซื้อรถด้วยสินเชื่อควรรวมดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายในสัญญาไว้ในต้นทุนรวมด้วย ไม่ควรเปรียบเทียบเฉพาะราคาหน้าป้าย
ตัวอย่างคำนวณค่าใช้รถ PHEV รายเดือน
เพื่อให้เห็นความแตกต่าง ลองสมมติสถานการณ์ดังนี้
- เดินทางเดือนละ 1,500 กิโลเมตร
- รถใช้ไฟฟ้าเฉลี่ย 18 kWh ต่อ 100 กิโลเมตร
- รถใช้น้ำมันเฉลี่ย 17 กิโลเมตรต่อลิตรเมื่อเครื่องยนต์ทำงาน
- ค่าไฟเฉลี่ย 4.50 บาทต่อ kWh
- ราคาน้ำมัน 38 บาทต่อลิตร
- ยังไม่รวมค่าประกัน ค่าเช็กระยะ ยาง และค่างวดรถ
กรณีที่ 1: ชาร์จทุกวันและใช้ไฟฟ้าเป็นหลัก
สมมติขับด้วยไฟฟ้า 1,200 กิโลเมตร และใช้น้ำมัน 300 กิโลเมตร
ค่าไฟ
1,200 × 18 ÷ 100 = 216 kWh
216 × 4.50 = 972 บาท
หากเผื่อการสูญเสียระหว่างชาร์จ 10%
972 × 1.10 = ประมาณ 1,069 บาท
ค่าน้ำมัน
300 ÷ 17 = 17.65 ลิตร
17.65 × 38 = ประมาณ 671 บาท
รวมค่าพลังงาน
1,069 + 671 = ประมาณ 1,740 บาทต่อเดือน
ต้นทุนพลังงานเฉลี่ยต่อกิโลเมตรคือ
1,740 ÷ 1,500 = ประมาณ 1.16 บาทต่อกิโลเมตร
กรณีที่ 2: ชาร์จเป็นบางวัน
สมมติขับด้วยไฟฟ้า 750 กิโลเมตร และใช้น้ำมัน 750 กิโลเมตร
ค่าไฟ
750 × 18 ÷ 100 = 135 kWh
135 × 4.50 = 607.50 บาท
เผื่อการสูญเสีย 10%
607.50 × 1.10 = ประมาณ 668 บาท
ค่าน้ำมัน
750 ÷ 17 = 44.12 ลิตร
44.12 × 38 = ประมาณ 1,676 บาท
รวมค่าพลังงาน
668 + 1,676 = ประมาณ 2,344 บาทต่อเดือน
ต้นทุนพลังงานเฉลี่ยต่อกิโลเมตรคือ
2,344 ÷ 1,500 = ประมาณ 1.56 บาทต่อกิโลเมตร
กรณีที่ 3: แทบไม่ชาร์จและใช้เครื่องยนต์เป็นหลัก
สมมติขับด้วยไฟฟ้า 150 กิโลเมตร และใช้น้ำมัน 1,350 กิโลเมตร
ค่าไฟ
150 × 18 ÷ 100 = 27 kWh
27 × 4.50 = 121.50 บาท
เผื่อการสูญเสีย 10%
121.50 × 1.10 = ประมาณ 134 บาท
ค่าน้ำมัน
1,350 ÷ 17 = 79.41 ลิตร
79.41 × 38 = ประมาณ 3,018 บาท
รวมค่าพลังงาน
134 + 3,018 = ประมาณ 3,152 บาทต่อเดือน
ต้นทุนพลังงานเฉลี่ยต่อกิโลเมตรคือ
3,152 ÷ 1,500 = ประมาณ 2.10 บาทต่อกิโลเมตร
ตารางเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายตามพฤติกรรมการชาร์จ
| รูปแบบการใช้งาน | ระยะทางไฟฟ้า | ระยะทางใช้น้ำมัน | ค่าไฟโดยประมาณ | ค่าน้ำมันโดยประมาณ | รวมค่าพลังงาน |
|---|---|---|---|---|---|
| ชาร์จทุกวัน | 1,200 กม. | 300 กม. | 1,069 บาท | 671 บาท | 1,740 บาท |
| ชาร์จบางวัน | 750 กม. | 750 กม. | 668 บาท | 1,676 บาท | 2,344 บาท |
| แทบไม่ชาร์จ | 150 กม. | 1,350 กม. | 134 บาท | 3,018 บาท | 3,152 บาท |
ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่า ความคุ้มค่าของ PHEV ขึ้นอยู่กับสัดส่วนการขับด้วยไฟฟ้าอย่างมาก ผู้ซื้อที่ไม่มีจุดชาร์จหรือไม่สะดวกชาร์จเป็นประจำควรคำนวณต้นทุนก่อนตัดสินใจ
ตัวอย่างงบประมาณค่าใช้รถ PHEV ต่อเดือนแบบรวมหลายรายการ
สมมติผู้ใช้ชาร์จเป็นประจำและมีค่าใช้จ่ายดังนี้
| รายการ | ค่าใช้จ่ายต่อเดือนโดยประมาณ |
|---|---|
| ค่าไฟ | 1,069 บาท |
| ค่าน้ำมัน | 671 บาท |
| เฉลี่ยค่าติดตั้งเครื่องชาร์จ | 417 บาท |
| เฉลี่ยค่าเช็กระยะและบำรุงรักษา | 1,000 บาท |
| เฉลี่ยค่าเบี้ยประกัน | 2,500 บาท |
| เฉลี่ยค่ายางและสิ้นเปลือง | 800 บาท |
| รวมก่อนค่างวดรถ | 6,457 บาท |
ตัวเลขค่าเช็กระยะ ประกัน และยางเป็นเพียงงบประมาณสมมติ รถแต่ละรุ่นอาจมีค่าใช้จ่ายสูงหรือต่ำกว่านี้มาก
หากมีค่างวดรถ ค่าจอดรถ ค่าทางด่วน หรือดอกเบี้ย ควรนำมารวมแยกต่างหากเพื่อให้เห็นภาระรายเดือนทั้งหมด
วิธีคำนวณค่าใช้จ่ายของรถ PHEV ให้ตรงกับตัวเอง
ผู้ซื้อสามารถคำนวณได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้
ขั้นตอนที่ 1: หาระยะทางต่อเดือน
ดูจากระยะทางที่ใช้จริงย้อนหลัง 2–3 เดือน หรือประมาณจากเส้นทางประจำ
ตัวอย่าง เดินทางไป–กลับวันละ 50 กิโลเมตร จำนวน 26 วัน
50 × 26 = 1,300 กิโลเมตรต่อเดือน
ขั้นตอนที่ 2: ประเมินระยะทางที่ขับด้วยไฟฟ้าได้
ตรวจสอบระยะทางไฟฟ้าของรถ และดูว่าสามารถชาร์จที่บ้านหรือที่ทำงานได้หรือไม่
หากรถวิ่งด้วยไฟฟ้าได้เพียงพอกับการเดินทางประจำ และชาร์จทุกคืน สัดส่วนการใช้ไฟฟ้าอาจสูง
ขั้นตอนที่ 3: คำนวณค่าไฟ
ใช้ข้อมูลอัตราการใช้พลังงานจริงของรถ เช่น kWh ต่อ 100 กิโลเมตร
ระยะทางไฟฟ้า × อัตราการใช้ไฟ ÷ 100 × ค่าไฟต่อหน่วย
จากนั้นเผื่อการสูญเสียระหว่างชาร์จตามสมควร
ขั้นตอนที่ 4: คำนวณค่าน้ำมัน
ระยะทางที่ใช้เครื่องยนต์ ÷ อัตราสิ้นเปลือง × ราคาน้ำมัน
ควรใช้อัตราสิ้นเปลืองจากการใช้งานจริงหรือสมมติแบบไม่มองโลกในแง่ดีเกินไป
ขั้นตอนที่ 5: รวมต้นทุนคงที่
รวมค่าใช้จ่ายที่ไม่ขึ้นกับระยะทางโดยตรง เช่น
- ประกันภัย
- ภาษี
- ค่างวด
- ค่าจอด
- ค่าเครื่องชาร์จ
- ค่าเช็กระยะ
- ค่าเสื่อมราคา
ขั้นตอนที่ 6: คำนวณต้นทุนต่อกิโลเมตร
ค่าใช้จ่ายทั้งหมด ÷ ระยะทางต่อเดือน
ตัวเลขนี้ช่วยเปรียบเทียบ PHEV กับรถ Hybrid รถน้ำมัน หรือรถ EV ได้ง่ายกว่าการดูเฉพาะค่าน้ำมัน
รถ PHEV คุ้มกับใคร?
รถ PHEV มักเหมาะกับผู้ใช้ที่มีรูปแบบดังนี้
- มีจุดชาร์จที่บ้านหรือที่ทำงาน
- เดินทางประจำวันอยู่ในระยะทางไฟฟ้าของรถ
- เดินทางไกลเป็นบางครั้ง
- ยังต้องการความยืดหยุ่นของเครื่องยนต์
- ไม่ต้องการพึ่งสถานีชาร์จระหว่างทางทุกครั้ง
- พร้อมเสียบชาร์จรถอย่างสม่ำเสมอ
- ต้องการลดค่าน้ำมันในชีวิตประจำวัน
รถ PHEV อาจไม่คุ้มกับใคร?
รถ PHEV อาจไม่ตอบโจทย์หาก
- ไม่มีจุดชาร์จที่สะดวก
- ไม่ต้องการเสียบชาร์จเป็นประจำ
- ขับทางไกลด้วยความเร็วสูงแทบทุกวัน
- ซื้อเพราะเห็นตัวเลขอัตราสิ้นเปลือง แต่ไม่ได้วางแผนการชาร์จ
- ต้องบรรทุกหนักหรือขับในสภาพที่เครื่องยนต์ทำงานบ่อย
- ราคาซื้อสูงกว่าทางเลือกอื่นมาก และใช้รถไม่เพียงพอที่จะชดเชยส่วนต่าง
- ต้องการรถที่มีระบบบำรุงรักษาน้อยที่สุด ซึ่งรถ EV อาจเหมาะกว่า
วิธีใช้รถ PHEV ให้ประหยัดและคุ้มค่า
ชาร์จรถให้เป็นกิจวัตร
หากมีเครื่องชาร์จที่บ้าน ควรเสียบชาร์จเมื่อกลับถึงบ้านและตั้งเวลาตามความเหมาะสม ไม่ควรรอให้แบตเตอรี่หมดจึงค่อยชาร์จเสมอไป
ใช้ไฟฟ้ากับเส้นทางประจำ
เส้นทางไปทำงาน รับส่งสมาชิกในครอบครัว หรือซื้อของใกล้บ้าน เหมาะกับการใช้โหมดไฟฟ้า
ใช้โหมด Hybrid อย่างเหมาะสม
เมื่อเดินทางไกล ควรเลือกโหมดขับขี่ตามคำแนะนำของผู้ผลิต เพื่อให้ระบบจัดการพลังงานระหว่างแบตเตอรี่และเครื่องยนต์อย่างมีประสิทธิภาพ
ลดการเร่งและเบรกอย่างรุนแรง
การเร่งอย่างนุ่มนวล รักษาความเร็ว และเว้นระยะช่วยลดการใช้พลังงานทั้งไฟฟ้าและน้ำมัน
ตรวจแรงดันลมยาง
ลมยางต่ำเพิ่มแรงต้านการหมุน ทำให้รถใช้พลังงานมากขึ้น ควรตรวจตามค่าที่ผู้ผลิตกำหนด
ไม่บรรทุกของที่ไม่จำเป็น
น้ำหนักที่มากขึ้นทำให้มอเตอร์และเครื่องยนต์ใช้พลังงานเพิ่ม โดยเฉพาะในเส้นทางที่ต้องเร่งและหยุดบ่อย
วางแผนชาร์จก่อนเดินทาง
การชาร์จที่บ้านมักควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายกว่าการพึ่งสถานีสาธารณะ และช่วยให้เริ่มต้นวันด้วยพลังงานที่เพียงพอ
PHEV เปรียบเทียบกับรถ Hybrid และ EV ด้านค่าใช้จ่าย
| ประเภท | ค่าไฟ | ค่าน้ำมัน | ค่าบำรุงรักษาเครื่องยนต์ | ต้องมีจุดชาร์จหรือไม่ |
|---|---|---|---|---|
| PHEV | มี | มี | มี | ควรมีเพื่อให้คุ้ม |
| Hybrid | ไม่มีค่าชาร์จภายนอก | มี | มี | ไม่จำเป็น |
| EV | มี | ไม่มี | ไม่มีระบบเครื่องยนต์น้ำมัน | ควรมีหรือเข้าถึงสถานีสะดวก |
PHEV มีความยืดหยุ่นสูง แต่มีระบบขับเคลื่อนสองชุด จึงไม่ได้หมายความว่าจะมีค่าบำรุงรักษาต่ำกว่าทุกทางเลือกเสมอไป
ผู้ซื้อควรพิจารณาทั้งราคาซื้อ พฤติกรรมการชาร์จ ระยะทาง และระยะเวลาที่วางแผนถือครองรถ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายรถ PHEV
รถ PHEV เดือนหนึ่งเสียค่าไฟเท่าไร?
ขึ้นอยู่กับระยะทางไฟฟ้า อัตราการใช้พลังงาน และค่าไฟต่อหน่วย หากใช้ไฟฟ้า 200-300 kWh ต่อเดือน และค่าไฟเฉลี่ย 4–5 บาทต่อหน่วย ค่าไฟอาจอยู่ประมาณ 800-1,500 บาท ก่อนรวมการสูญเสียและค่าบริการอื่น
รถ PHEV ยังต้องเติมน้ำมันหรือไม่?
ต้องเติม เพราะรถมีเครื่องยนต์และอาจเรียกใช้เครื่องยนต์เมื่อแบตเตอรี่ลดลง ต้องการกำลังสูง หรือทำงานตามเงื่อนไขที่ระบบกำหนด
ถ้าไม่ชาร์จรถ PHEV จะขับได้หรือไม่?
โดยทั่วไปยังสามารถขับได้ด้วยระบบ Hybrid หรือเครื่องยนต์ตามการออกแบบของรถ แต่ความประหยัดอาจลดลงและไม่ได้ใช้ประโยชน์จากแบตเตอรี่ปลั๊กอินอย่างเต็มที่
ชาร์จรถ PHEV ที่บ้านแพงหรือไม่?
ค่าใช้จ่ายต่อครั้งขึ้นอยู่กับความจุแบตเตอรี่ ปริมาณที่เติม และอัตราค่าไฟ โดยทั่วไปสามารถคำนวณได้จากจำนวน kWh ที่ใช้คูณด้วยค่าไฟต่อหน่วย
รถ PHEV ต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่องหรือไม่?
ต้องเปลี่ยนตามกำหนด เนื่องจากยังมีเครื่องยนต์สันดาป แม้จะใช้เครื่องยนต์ไม่บ่อยก็ตาม ควรยึดตารางบำรุงรักษาของผู้ผลิต
ค่าบำรุงรักษา PHEV แพงกว่า EV หรือไม่?
PHEV มีทั้งระบบไฟฟ้าและเครื่องยนต์ จึงยังมีรายการบำรุงรักษาฝั่งเครื่องยนต์ที่รถ EV ไม่มี แต่ค่าใช้จ่ายจริงขึ้นอยู่กับรุ่นรถและระยะเวลาการใช้งาน
ติดตั้งเครื่องชาร์จที่บ้านจำเป็นหรือไม่?
รถสามารถชาร์จจากจุดอื่นได้ แต่การมีจุดชาร์จที่บ้านช่วยให้ใช้พลังงานไฟฟ้าได้สม่ำเสมอและเพิ่มโอกาสที่จะใช้รถ PHEV ได้อย่างคุ้มค่า
รถ PHEV เหมาะกับคนอยู่คอนโดหรือไม่?
เหมาะได้หากคอนโดมีจุดชาร์จและสามารถใช้งานได้สะดวก หากไม่มีจุดชาร์จประจำ ควรประเมินสถานีใกล้บ้าน ค่าใช้จ่าย และเวลาที่ต้องใช้ก่อนตัดสินใจ
สรุปค่าใช้จ่ายในการใช้รถ PHEV
ค่าใช้จ่ายในการใช้รถ PHEV ประกอบด้วยทั้งค่าไฟ ค่าน้ำมัน ค่าติดตั้งเครื่องชาร์จ ค่าเช็กระยะ ประกัน ยาง และต้นทุนการถือครองอื่น ๆ
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความคุ้มค่ามากที่สุดคือพฤติกรรมการชาร์จ ผู้ที่มีจุดชาร์จและใช้ไฟฟ้ากับเส้นทางประจำสามารถลดค่าน้ำมันได้มากกว่าผู้ที่ไม่ค่อยชาร์จ
ก่อนซื้อควรนำระยะทางจริงต่อเดือน ระยะทางไฟฟ้าของรถ อัตราการใช้พลังงาน ค่าไฟ ราคาน้ำมัน และค่าใช้จ่ายคงที่มาคำนวณร่วมกัน ไม่ควรตัดสินจากตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองเพียงค่าเดียว
เมื่อเลือกรถให้เหมาะกับรูปแบบการเดินทางและชาร์จอย่างสม่ำเสมอ PHEV จะเป็นทางเลือกที่ให้ทั้งความประหยัดในชีวิตประจำวันและความยืดหยุ่นสำหรับการเดินทางไกล
แหล่งอ้างอิง
- https://www.byd.com/
- https://www.reverautomotive.com/
- https://afdc.energy.gov/vehicles/electric-basics-phev
- https://www.energy.gov/energysaver/articles/how-do-plug-hybrid-electric-cars-work
- https://www.epa.gov/greenvehicles/plug-hybrid-electric-vehicle-learn-more-about-new-label
ติดต่อเรา | จองซื้อ & ทดลองขับ
อยากเป็นเจ้าของหรือสนใจทดลองขับรถยนต์ไฟฟ้า BYD ติดต่อ BYD BD Auto Group ได้ทุกสาขาพร้อมทีมงานให้คำปรึกษาแบบครบวงจร
- ที่อยู่: 607 ถ.เพชรเกษม ต.คอหงส์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 90110 (สาขาหาดใหญ่)
- Facebook: BYD BD Auto Group ตัวแทนจำหน่ายบีวายดีรายใหญ่สุดในภาคใต้
- LINE: @bydbdsongkhla
- เบอร์โทร: 074 805 656 (สาขาหาดใหญ่)
- สาขา: ดูสาขาทั้งหมด
- เว็บไซต์: www.bydbdautogroup.com
- แผนที่: BYD BD Auto Songkhla (สาขาหาดใหญ่)



